วงการภาครัฐ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมระดับชั้นนำของประเทศช่วงนี้ต้องหันมาเกาะติดการเคลื่อนไหวของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ใกล้ชิด เมื่อประธาน ส.อ.ท.คนที่ 16 ปัจจุบันคือ "นายเกรียงไกร เธียรนุกุล" กำลังจะหมดวาระสมัยที่ 1 (วาระปี 2565-2567) ซึ่งเป็นวาระครั้งละ 2 ปีตามปีปฏิทินและยังคงเสนอตัวเป็นประธานส.อ.ท.อีก 1 สมัย (วาระปี 2567-2569) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 25 มี.ค. 2567 รวม 4 ปี
แต่จู่ๆ ก็มีเซอร์ไพรส์! จากการเปิดตัวแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 67 ท้าชิงประธานส.อ.ท.คนที่ 17 แทน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล อย่าง นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และเป็นรองประธาน ส.อ.ท.ในปัจจุบัน โดยมีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ส.อ.ท.เป็นผู้สนับสนุนอย่างเปิดเผย
ทั้งนี้ “ส.อ.ท.” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2530 ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.ส.อ.ท. พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการพัฒนาสถาบันธุรกิจภาคเอกชนของไทยให้แข็งแกร่ง ประสานกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติในวงการเศรษฐกิจโลก ดำเนินการกับรัฐส่งเสริมและพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรม ให้คำปรึกษาเสนอแนะรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรม สินค้าต่างๆ แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทางการค้าการลงทุน ฯลฯ ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชน (กรอ.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตลอดจนรัฐบาลได้วางใจให้มีผู้แทน ส.อ.ท.ในคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่างๆ ในหน่วยงานราชการ จึงมีส่วนร่วมดูแล ส่งเสริมและวางแผน รวมไปถึงการเป็นคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่จะเสนอแนะรัฐบาลถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฯลฯ
จึงไม่แปลกที่ ส.อ.ท.จะกลายเป็นองค์กรที่รวมกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับประเทศของไทยล้วนเข้ามาเป็นสมาชิก ส.อ.ท. ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม SCG กลุ่ม ปตท. ซีพี, สหพัฒน์, ไทยเบฟเวอเรจ กลุ่มบริษัทพี.เอฟ.พี. โตชิบา ไทยแลนด์ ฯลฯ และยังมีสมาชิกที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) จำนวนมากจนทำให้สมาชิก ส.อ.ท.ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 14,500 รายและมีกลุ่มอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นสมาชิกทั้งหมด 46 กลุ่ม และกลุ่มอุตสาหกรรมจังหวัดอีก 76 กลุ่ม ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมการผลิต โรงงาน ของไทยจำนวนมาก
จับตาล็อบบี้กันหนักหน่วง!
แหล่งข่าววงในจาก ส.อ.ท.กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายผู้ท้าชิงได้มีการเรียกหารือกับหลายกลุ่มอุตสาหกรรมและพยายามเดินสายลงในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อขอแรงสนับสนุนต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มของนายเกรียงไกรมีการชี้แจงถึงเป้าหมายการทำงานในอนาคตเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเห็นแนวทางการขับเคลื่อน ส.อ.ท.ในอีก 2 ปีข้างหน้าว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งหากดูแนวโน้มในปัจจุบันแล้วคะแนนเสียงกรรมการจากการเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกตั้งจากสมาชิกทั่วประเทศผู้ที่ดูแลสายงานส่งเสริมและสนับสนุนสภาอุตสาหกรรมจังหวัดจะได้เปรียบที่เข้าถึงคะแนนเสียงจากต่างจังหวัดที่มีมากกว่าคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันนายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโสส.อ.ท.เป็นประธานสายงานส่งเสริมและสนับสนุนสภาอุตสาหกรรมจังหวัดที่ทำงานใกล้ชิดกับคณะผู้บริหารชุดปัจจุบัน
หากจับสัญญาณเบื้องต้นแล้วเสียงสนับสนุนจาก 46 กลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงให้การสนับสนุน “เกรียงไกร” เป็นประธานต่อสมัยที่ 2 เนื่องจากต้องการให้เกิดการผลักดันผลงานที่ทำต่อเนื่องให้เกิดรูปธรรม ประกอบกับเห็นว่านายเกรียงไกรนั้นมีเวลาทำงานให้องค์กร ส.อ.ท.ได้เต็มที่มากกว่าและยังมีประสบการณ์การทำงานที่ ส.อ.ท.มาอย่างยาวนานนับ 10 กว่าปี ขณะที่อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ ส.อ.ท.ปี 2561 และมองว่าการเข้ามาทำงานค่อนข้างน้อย แต่คนรุ่นใหม่ยังมีโอกาสในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานในระยะต่อไปและโอกาสในการเข้าชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท.ก็คงไม่นานนัก
เช่นเดียวกับสมาชิกส่วนใหญ่ของ ส.อ.ท. ระดับอาวุโสต้องการให้ ส.อ.ท.ทำตาม พ.ร.บ.ส.อ.ท.ที่กำหนดไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งวงในส่วนใหญ่ต่างรู้ดีว่าหนึ่งในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการเปิดตัวท้าชิงมาจากใครคนหนึ่งที่ผิดหวังนายเกรียงไกร ที่ไม่ให้ไปพบปะสมาชิก ส.อ.ท.ต่างจังหวัดเพื่อหาเสียงหรือไม่? ก็ต้องลองไปถามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้กับคน ส.อ.ท.เอาเอง และก่อนหน้านี้ได้ประกาศความปรองดองใน ส.อ.ท. แต่บัดนี้กลายเป็นผู้มาจุดชนวนซะเอง! และได้สร้างความอึดอัดใจให้กับสมาชิก ส.อ.ท.อย่างหนักในขณะนี้
เปิดวิกฤต "ส.อ.ท." แตกหนักปี 55
สมาชิกส่วนใหญ่ของ ส.อ.ท.ปัจจุบันต่างมีความอึดอัดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงควรมีพลังที่จะให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อไม่ให้ ส.อ.ท.กลับไปซ้ำรอยเดิมในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่ ส.อ.ท.ขัดแย้งอย่างรุนแรงจนสมาชิกไม่กล้าจะบอกว่าอยู่ ส.อ.ท.เพราะนับเป็นความอับอาย เพราะถือเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงในประวัติศาสตร์ของ ส.อ.ท. เมื่อ "สันติ วิลาสศักดานนท์" อดีตประธาน ส.อ.ท. 2 สมัย จู่ๆ ก็ยอมลงมา “ชก” เปิดศึกชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท.กับ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.ขณะนั้น ถึงขั้นสั่งปิดห้องประชุมที่ภายในศูนย์ฯ สิริกิติ์ถูกสั่งปิดและให้ตำรวจ 10 นายคอยรักษาความปลอดภัย ในวาระปลดนายพยุงศักดิ์ โดยมี 10 คนเท่านั้นที่สามารถลงคะแนนได้
โดยจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงปลดนายพยุงศักดิ์เกินกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยปี 2530 ซึ่งถือว่าเป็นการปลดครั้งแรกในรอบ 40 ปีของ ส.อ.ท. จากนั้นจึงเป็นวาระเลือกประธานคนใหม่ โดยคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการทั่วไป 182 คนมีมติเอกฉันท์เลือกนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานแทนเป็นการชั่วคราว ซึ่งว่ากันว่าความขัดแย้งรุนแรงครั้งนี้มาจากข้อกล่าวหาของสมาชิกที่ระบุว่านายพยุงศักดิ์เพิกเฉยต่อการผลักดันมาตรการเยียวยาสมาชิกโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ต่อมา 5 ธ.ค. 55 นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดอุปสรรคการทำงานระหว่างสมาชิก และประโยชน์ขององค์กรโดยรวม และนายพยุงศักดิ์ได้ขึ้นเป็นประธาน ส.อ.ท.ต่อ
เปิดเหตุผล “สมโภชน์ อาหุนัย” ชิงประธาน ส.อ.ท.
เมื่อครั้งเปิดแถลงข่าวในวันที่ 29 ก.พ. "นายสมโภชน์ อาหุนัย" ให้เหตุผลตั้งใจลงสมัครประธาน ส.อ.ท.ถือเป็นอุดมการณ์ที่ต้องการรับใช้ชาติในฐานะภาคเอกชน โดยจะนำความรู้ ความสามารถและประสบการณ์การทำงานมาช่วยประเทศชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยทำงานเชิงรุกด้วยยุทธศาสตร์ 4 ประการ คือ 1. การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศให้สอดประสานระหว่างภาครัฐกับเอกชน 2. สร้างพลังและเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิก ส.อ.ท.ทั่วประเทศ 3. ประสานภาครัฐให้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายย่อย-รายใหม่ในการผลิตสินค้าที่มีมูลค่า และ 4. นำเอาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่มีมาบูรณาการในเชิงรุกและเชิงรับทุกมิติ
เขาย้ำว่าไม่ได้มาสร้างความขัดแย้ง แต่มาเพื่อเสนอยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์เพื่อสมาชิกทุกคน ถามว่าทำไมไม่เสนออีก 2 ปีข้างหน้า มี 2 เรื่อง คือ 1. ประเทศไทยรอไม่ได้ ทุกคนรู้ว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เศรษฐกิจไม่ดี เราควรปรับทันที ไม่ใช่ปล่อยให้ลุกลามบานปลายก่อนจึงค่อยทำอะไร นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมผมถึงเสนอตัวในการสมัครครั้งนี้ ซึ่งผมอยากเสนอว่าเราควรทำอะไร อย่างไรบ้าง
2. การเลือกตั้งครั้งนี้ ผมไม่คิดว่าจะสร้างความแตกแยกใดๆ สมมติว่าผมได้เป็นประธานฯ ผมพร้อมสนับสนุนทุกคน Service (บริการ) ทุกคน ซึ่งคำว่า Service ไม่ใช่คำสั่ง ดังนั้นนี่ไม่ใช่ความขัดแย้งแน่นอน และพร้อมยอมรับผลเลือกตั้ง สิ่งที่อยากบอกคือเราต้องยึดประเทศเป็นหลัก วันนี้เป็นจังหวะที่ต้องเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าวันนี้ต้องเปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนแนวทาง ก็ต้องเปลี่ยนทันทีหรือไม่ ไม่ใช่ต้องรออีก 2 ปี หรือ 4 ปีถึงค่อยเปลี่ยนแปลง
“เกรียงไกร เธียรนุกุล” ย้ำจุดยืน ส.อ.ท.
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท กล่าวว่า การมีผู้สมัครเพิ่มอีก 1 คนไม่มีปัญหาอะไร และไม่อยากให้มองว่าเป็นการแตกแยกภายใน ส.อ.ท. และยอมรับว่าเราทุกคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน พร้อมรับฟังหมด ตนเข้าใจว่าธรรมเนียมไม่ใช่กฎหมาย ไม่ได้มีบทลงโทษ แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่มองว่าการดำรงตำแหน่งอย่างน้อย 4 ปี เหมาะสมกว่า เพราะ 2 ปีสั้นไป แค่ออกนโยบายยังไม่ทันได้ทำอะไรเวลาก็หมดลงแล้ว ซึ่งการเลือกตั้งประธานกลุ่มอุตสาหกรรม ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และประธานคลัสเตอร์ มีธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็น 2 ปี บวก 2 ปี ซึ่งต้องรอฟังว่าจะมีอะไรนอกเหนือจากตรงนี้หรือไม่
"การเป็นประธาน ส.อ.ท.ไม่ใช่เรื่องจับสลาก ผ่านการคัดกรอง แต่จุดยืนของพ.ร.บ.ส.อ.ท.คือเราต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เราเป็นองค์กรเอกชนที่ภาครัฐยอมรับ โดย พ.ย.ปี 55 ถือว่าวิกฤต ส.อ.ท.มากที่ขัดแย้ง เกียรติยศสร้างมาล่มสลาย ไปไหนก็เอาปี๊บคลุมหัว เราจะไม่กลับไปจุดนั้น ผมจึงนำมาซึ่งคำว่า ONE FTI เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนส.อ.ท.ที่ประกอบด้วย One Vision One Team และ ONE GOAL ความหมายคือการผนึกกำลังของ ส.อ.ท. ผมเดินทางไปต่างจังหวัดเพียง 30 แห่งต่อไปจะพยายามให้ครบทุกจังหวัด หมวกประธานส.อ.ท.จะต้องทำให้ผมทำให้เต็มที่เป็นตัวแทนส.อ.ท.ทั้งหมด นี่คือเกียรติยศที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่ซื้อไม่ได้ จากนั้นก็เป็นประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท.ก็วางคนรุ่นใหม่ๆ มาช่วยกัน" นายเกรียงไกรกล่าว
เรียกว่างานนี้คงต้องติดตามใกล้ชิดในวันที่ 25 มี.ค.นี้เพราะผลคะแนนที่ออกมาก็น่าจะชี้ชัดถึงใครคือผู้ได้รับการเลือกมาสูงสุดแม้ว่าการโหวตเลือกประธาน ส.อ.ท.ขั้นสุดท้ายจะไปอยู่ในช่วง เม.ย.ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่คน ส.อ.ท.ควรรวมพลังในการสร้างองค์กรนี้ให้มีเกียรติยศ และศักดิ์ศรี อย่าให้ธรรมเนียมปฏิบัติกลายเป็นการติดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้วทำให้เกิดการแตกแยก! ซ้ำรอยปี 55 ...เพราะนั่นจะทำให้ส.อ.ท.ไร้ซึ่งเกียรติภูมิ ขาดความน่าเชื่อถืออีกครั้ง


