ราช กรุ๊ปเผยปี 66 มีกำไรสุทธิ 5,167 ล้านบาท ลดลง 10.63% จากปีก่อน มาจากรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าลดลง พร้อมอัดงบลงทุนปีนี้อีก 3 หมื่นล้านบาทขยายธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจใหม่ ด้านบอร์ดฯ มีมติอนุมัติการจ่ายปันผลงวดปี 66 หุ้นละ 1.60 บาท โดยจ่ายระหว่างกาลครึ่งแรกของปี 66 แล้ว 0.80 บาท เตรียมจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี 66 หุ้นละ 0.80 บาท
นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2566 บริษัทมีกำไรส่วนของบริษัทฯ จำนวน 5,167 ล้านบาท ลดลง 10.63% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,782 ล้านบาท โดยกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 14,124 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 10 แม้ว่ารายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าได้ปรับตัวลดลงตามการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีปริมาณลดลงอันเป็นผลมาจากคำสั่งผลิตไฟฟ้าของลูกค้าและการหยุดซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าเป็นสำคัญ
โดยรายได้จากกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้ามีจำนวน 48,275 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95 ของรายได้รวมจำนวน 50,648 ล้านบาท และรายได้จากกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและอื่นๆ มีจำนวน 2,373 ล้านบาท ส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมก็ปรับตัวลดลงร้อยละ 40 ซึ่งมาจากต้นทุนการขายและบริการเป็นหลัก
นางสาวชูศรีกล่าวว่า การดำเนินงานในปี 2567 บริษัทจะยังคงเน้น 5 ภารกิจหลัก ประกอบด้วย การลงทุนขยายธุรกิจ การพัฒนาและก่อสร้างโครงการที่ลงทุนแล้วให้สำเร็จภายใต้งบประมาณและเวลาที่กำหนดไว้ การบริหารสินทรัพย์ การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย และการพัฒนามาตรฐานด้านธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัทฯ ยังเชื่อมั่นว่า แนวทางดังกล่าวจะเสริมส่งบริษัทฯ ให้บรรลุเป้าหมายปี 2567 ทั้งด้านมูลค่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม
ดังนั้น แผนการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทฯ ได้จัดสรรงบลงทุนจำนวน 30,000 ล้านบาทสำหรับลงทุนโครงการใหม่ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าและนอกภาคผลิตไฟฟ้า และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตตามการถือหุ้นรวม 2,944.18 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและส่วนต่อขยาย โรงพยาบาล พริ้นซ์ มุกดาหาร และโครงการดำเนินงานและบำรุงรักษามอเตอร์เวย์สาย 6 และสาย 81 รวมทั้งยังมุ่งเน้นการบริหารประสิทธิภาพสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งโรงไฟฟ้าที่จะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2567 โดยโรงไฟฟ้าหินกองชุดที่ 1 จะเริ่มผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในเดือนมีนาคม ศกนี้
สำหรับเงินปันผลปี 2566 คณะกรรมการบริษัทกำหนดจะจ่ายหุ้นละ 1.60 บาทนั้น บริษัทฯ ดำเนินการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 (งวดเดือนมกราคม - มิถุนายน 2566) แล้วจำนวน 1,740 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นละ 0.80 บาท เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 จึงคงเหลือเงินปันผลอีกจำนวน 1,740 ล้านบาท คิดเป็น 0.80 บาทต่อหุ้นที่จะดำเนินการจ่ายภายหลังได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 เมษายน 2567 และมีกำหนดจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 พฤษภาคม ศกนี้


