ปตท.ติดอันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดของโลกประจำปี 2567 หนึ่งเดียวในไทย ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อน มีมูลค่าแบรนด์สูงกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดอยู่อันดับที่ 267 สูงขึ้น 78 อันดับจากปี 2566
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.เป็นแบรนด์เดียวของไทยที่ได้รับการจัดอันดับติดหนึ่งใน 500 แบรนด์แรกของโลก โดยมีมูลค่าแบรนด์สูงกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดอยู่อันดับที่ 267 สูงขึ้น 78 อันดับจากปี 2566 ที่ผ่านมา สะท้อนศักยภาพการดำเนินงานที่เป็นเลิศรอบด้าน จากการประเมินของ Brand Finance Global บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ที่มีวิธีการประเมินแบรนด์ในหลายปัจจัย เช่น ความแข็งแกร่งของแบรนด์ ความยึดมั่นในแบรนด์ และการเติบโตของผลการดำเนินงาน เป็นต้น
Mr. Alex Haigh, Managing Director - Asia Pacific of Brand Finance กล่าวว่า อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยในปี 2566 ที่ผ่านมาได้เผชิญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ กฎเกณฑ์และข้อบังคับในด้านต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยน รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจ อาทิ ภาวะเงินเฟ้อ โดย ปตท.ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง โดยได้รับการประเมินอยู่ที่ 82 คะแนนจาก100 คะแนน อีกทั้งมูลค่าแบรนด์ยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 หรือสูงถึง 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่ดีของ ปตท. จากการนำกลยุทธ์มาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การลงทุนในธุรกิจด้านดิจิทัล และการพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียน
นายอรรถพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ปตท.ภาคภูมิใจในฐานะบริษัทของไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอันดับในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำศักยภาพการขับเคลื่อนองค์กรที่แข็งแกร่งในทุกมิติทัดเทียมแบรนด์ในระดับสากล ทั้งในด้านการดำเนินกลยุทธ์สู่ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและขยายสู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน พร้อมไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ที่ได้ดำเนินมาต่อเนื่องตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง ปตท.ยังคงเดินหน้าจุดพลังชีวิต ขับเคลื่อนอนาคต สร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ปตท.ยังติดอันดับที่ 4 ของแบรนด์อันทรงคุณค่า 300 แบรนด์ในอาเซียนในปี 2566 จากผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่ง คุณค่าของแบรนด์ และกลยุทธ์การดำเนินงาน โดยการจัดอันดับในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านพลังงานของอาเซียนที่ได้สรรค์สร้างนวัตกรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภูมิภาคอาเซียน