“สุริยะ” ควง 2 รัฐมนตรีช่วยฯ เข้าคมนาคม ส.ส.เพื่อไทยพรึ่บ “สมศักดิ์” โผล่ร่วมต้อนรับ อุบแบ่งงาน ให้รอหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน ยืนยันรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทำได้แน่ใน 2 ปี ส่วนสายสีส้มรอศาล ปค.สูงสุดตัดสินคดีสุดท้ายก่อน ชี้เรื่องด่วน แก้ Slot การบินไม่พอรับไฮซีซัน ฝาก "บิ๊กทิน" เจรจากองทัพอากาศ
วันนี้ (7 ก.ย. 2566) เวลา 09.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางเข้ากระทรวงคมนาคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมรอต้อนรับ ขณะที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคเพื่อไทยกว่า 50 คน เข้าร่วมต้อนรับอย่างคึกคัก โดยนายสุริยะ พร้อมด้วย รมช.คมนาคมทั้ง 2 คนได้สักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้สักการะองค์พระพุทธคมนาคมบพิธ และไหว้ศาลพ่อปู่ประจำกระทรวงคมนาคม และสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นได้พบปะกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม กล่าวว่า วันนี้ (7 ก.ย. 66) ตนและรัฐมนตรีช่วยฯ ทั้ง 2 คนได้เข้ามากระทรวงคมนาคมเป็นวันแรก แต่เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบาย ตามรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีจึงยังไม่สามารถให้นโยบายใดๆ กับหน่วยงานราชการต่างๆ ได้ จึงเป็นการพบปะข้าราชการก่อน เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลและแผนงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเตรียมสำหรับการแถลงนโยบาย พร้อมกันนี้ ตนและ รมช.คมนาคมได้พูดคุยถึงแนวทางการทำงานเพื่อช่วยกันผลักดันงานของกระทรวงคมนาคมอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาได้ตามเป้าหมาย
“การได้กลับมากระทรวงคมนาคมอีกครั้งเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็มาพร้อมกับความคาดหวังของประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ รมต.ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งผมและ รมช.คมนาคมจะทำงานตามนโยบายและขอให้ข้าราชการร่วมมือช่วยกันเพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ตอนผมเป็น รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทในการให้นโยบาย กำหนดเป้าหมายอย่างไรบ้าง และให้เอกชนเป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งตัวผมเป็นเอกชนมา ก็ถนัดการปฏิบัติมากกว่า เมื่อมาเป็น รมว.กระทรวงคมนาคม ถือว่าจะทำให้เกิดผลดี และเชื่อว่าการทำงานจะสนุกมากขึ้น” นายสุริยะกล่าว
@หารือ "รมว.กลาโหม" ช่วยเจรจากองทัพอากาศ แบ่ง Slot การบินรับนักท่องเที่ยวเพิ่ม
นายสุริยะกล่าวว่า นโยบายที่มีความสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ การท่องเที่ยว เพราะกำลังก้าวสู่ช่วงไฮซีซัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ประชุมและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ซึ่งขณะนี้มีปัญหาจัดสรรตารางเวลาการบิน (Slot Allocation) ไม่ได้ตามความต้องการของสายการบินและนักท่องเที่ยวที่จะเข้าประเทศไทย ที่ทราบว่าต้องการเข้าประเทศไทยจำนวนมาก
ซึ่งได้ทราบจาก นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT ว่า ทางกองทัพอากาศ (ทอ.) ยังมี Slot การบินเหลืออีกพอสมควรในช่วงเช้า ล่าสุดตนได้พบกับ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงฝากช่วยหารือกับกองทัพอากาศ เพื่อขอแบ่ง Slot การบินที่เหลือบางส่วนให้กับทาง ทอท. เพื่อนำเพิ่ม Slot การบิน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเที่ยวบินได้เกือบ 100 เที่ยวบิน/วัน เฉลี่ยเที่ยวบินละ 150 คน ก็จะรองรับผู้โดยสารเพิ่มได้กว่า หมื่นคน/วัน จะช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนได้
@ดันประมูลรถไฟทางคู่ "ขอนแก่น-หนองคาย" ลดต้นทุนโลจิสติกส์
ส่วนในระยะต่อไปจะโฟกัสที่ระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีระบบโลจิสติกส์คิดเป็น 15% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพราะเน้นการขนส่งทางบกเป็นหลัก ส่วนทางรางและอากาศมีการใช้งานเพียง 2% เท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ จะต้องไปเร่งรัดผู้รับเหมาให้เร่งเนื้องานให้ทันเวลา โดยจะเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 ที่ทราบว่าพร้อมจะนำเสนอแล้ว คือ รถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 167 กม. มูลค่า 29,748 ล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ดูแนวเส้นทางในเร็วๆ นี้
@ ทำแน่! รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หลังแถลงนโยบายเรียกหน่วยงานถก
ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นายสุริยะกล่าวว่า ต้องขอโทษที่ตอนแรกสื่อสารทำให้เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ ข้อเท็จจริงเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลเห็นความจำเป็นในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หากต้องใช้รถไฟฟ้าเดินทางต่อหลายสาย จึงจะพยายามลดค่าใช้จ่ายให้ได้ แต่ก็มีขั้นตอนของการเจรจากับผู้รับสัมปทาน และมีปัญหาในเรื่องรถไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้ความดูแลคนละหน่วยงาน เช่นรถไฟฟ้าสายสีเขียว อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย กำกับโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยิ่งจะต้องใช้ตั๋วร่วม ต้องมีการติดตั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันทาง บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ที่เดินรถสีเขียว ยังไม่มี ขณะที่ค่าติดตั้งระบบเกือบ 1,000 ล้านบาท และใช้เวลาในการดำเนินการอีกเป็นปี ทำให้เรื่องนี้ต้องคุยกับผู้ประกอบการและต้องใช้เวลาพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าการลดค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย จะทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 10% ทางผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นทันที ประเด็นนี้ก็ต้องเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์กันอีก ขณะเดียวกัน ต้องดูว่ารัฐบาลต้องใช้งบประมาณอุดหนุนดูแลเท่าไรด้วย ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะสำเร็จ จึงขอเวลาในการพิจารณาทุกด้านที่เกี่ยวข้อง และยืนยันว่า การให้รอถึง 2 ปี ไม่เกี่ยวกับที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้คะแนนเสียงจากคน กทม.แต่อย่างใด พรรคเพื่อไทยจะดูแลคนไทยทั้งประเทศทั้งที่เลือกและไม่เลือกพรรคเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีแนวทางอื่นที่จะเร่งรัดให้เร็วกว่า 2 ปีหรือไม่เพื่อแสดงความจริงใจของรัฐบาล นายสุริยะกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลตั้งใจช่วยลดค่าครองชีพเรื่องนี้แน่นอน แต่สัมปทานมีกลไกที่ต้องใช้เวลา ส่วนกรณีที่จะลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าบางสายหรือลดเฉพาะประชาชนบางกลุ่มก่อนนั้น เป็นแนวคิดที่ดี หลังแถลงนโยบายตนจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ เช่น การรถไฟฯ เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่อาจจะทำได้หรือไม่อย่างไร
@สายสีส้ม ต้องรอศาลปกครองสูงสุด ตัดสินคดีสุดท้ายก่อนเดินหน้า
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงมีนบุรี (สุวินทวงศ์)-ตลิ่งชัน ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) วงเงิน 1.4 แสนล้าน นายสุริยกล่าวว่า ครม.ชุดก่อนหน้าที่มีการผลักดันโครงการ หลังจากที่ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งมีข้อกังวล ซึ่งตนได้แสดงความคิดเห็นในขณะนั้นว่า เรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้มมีการฟ้องร้องที่ศาลปกครอง ยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งกฤษฎีกาแนะนำว่าควรรอให้ศาลปกครองชี้ถึงที่สุดก่อนถึงจะดำเนินการต่อ เท่าที่ทราบ ทาง บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ฟ้องร้อง คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รวม 3 คดี ซึ่ง 2 คดีแรกจบแล้วโดยศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดแล้ว เหลือคดีที่ 3 ที่ศาลปกครองกลางตัดสินแล้ว ว่าคณะกรรมการคัดเลือกฯ ดำเนินการถูกต้องพิพากษา ตัดสินยกฟ้อง ยังเหลือการพิพากษาในชั้นศาลปกครองสูงสุด ที่ต้องรอผล
ดังนั้น การพิจารณาผลักดันโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มต่อไปอย่างไรนั้นจะต้องรอผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดก่อนว่ามีคำพิพากษาอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีแนวคิดการรวบรวมรถไฟฟ้าหลายๆ สายให้อยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคมตามที่เคยเป็นนโยบายหลักของพรรคไทยรักไทยหรือไม่ นายสุริยะตอบว่า รถไฟฟ้าตอนนี้มีลักษณะให้สัมปทานเอกชนอยู่แล้ว การไปยกเลิกสัมปทานจะถูกฟ้องร้องได้ แม้รถไฟฟ้าบางสายจะอยู่คนละหน่วยงานกัน แต่สามารถพูดคุยและบูรณาการร่วมมือกันได้
เมื่อถามถึงกรณีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ล่าช้า จะมีแนวทางอย่างไร นายสุริยะตอบว่า จะใช้สิ่งที่มีอยู่ทำไปก่อน ได้แค่ไหนก็แค่นั้น และหลังจากแถลงนโยบายแล้ว จะต้องมีกลไกผลักดัน โดยจะต้องหารือกระทรวงการคลังเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้ได้
นายสุริยะกล่าวถึงการแบ่งหน่วยงานในการกำกับดูแลให้ รมช.คมนาคมทั้ง 2 คน ว่าขอให้รอการแถลงนโยบายก่อน อีก 3-4 วัน และจะตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้นโยบายและการผลักดันโครงการต่างๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้น


