xs
xsm
sm
md
lg

บีทีเอสพร้อมเจรจาทุกฝ่าย หวังจบปัญหา กทม.เร่งชำระหนี้กว่า 4 หมื่นล้าน แจงเหตุสัญญาเดินรถต่อขยาย 2 ถึงปี 85 ทำให้ค่าจ้างถูกลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บีทีเอสพร้อมเจรจากับทุกฝ่ายเร่งหาทางออกรถไฟฟ้าสายสีเขียว หวัง กทม.ชำระหนี้กว่า 4 หมื่นล้านบาทเร็วที่สุด แจงเหตุสัญญาจ้างส่วนต่อขยาย 2 ยาว 25 ปี หรือจบปี 2585 เพื่อให้พอดีกับต่อขยาย 1 ชี้หากสิ้นสุดปี 72 พร้อมสัมปทานตรงกลาง เวลาสั้นต้นทุนค่าจ้างจะสูงกว่านี้

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ได้ชี้แจงถึงประเด็น “โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว” ว่า ในขณะนี้ BTSC ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากเป็นระยะเวลานานกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 จำนวนรวมกว่า 40,000 ล้านบาทที่ กทม.ยังไม่ชำระค่าจ้าง ประกอบด้วย ค่าจ้างจากการเดินรถและบำรุงรักษา (O&M) ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 (ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า) และส่วนต่อขยายที่ 2 (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ประมาณ 20,000 ล้านบาท และค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้การดำเนินธุรกิจประสบความยากลำบากมากขึ้นต้องมีการกู้เงินมาใช้จ่ายจำนวนมาก อีกทั้งวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ทำให้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาปริมาณผู้โดยสารลดลงอย่างมาก แต่ BTSC ไม่เคยคิดที่จะหยุดให้บริการ พร้อมดูแลผู้โดยสารในทุกพื้นที่สถานี และจัดให้มีขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสออกให้บริการอย่างเพียงพอ แม้รู้ว่ารายได้ที่เข้ามานั้น อาจจะไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.ค. 2564 บริษัทฯ ได้ยื่นฟ้องเพื่อให้ กทม.ชำระหนี้ ซึ่งขณะนี้มูลหนี้ อยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท ปัจจุบัน หนี้เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างและดอกเบี้ยมาอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งบริษัทอยากให้ทาง กทม.เร่งรัดแก้ปัญหาเรื่องนี้

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC
ส่วนกรณีที่มีการทำสัญญาจ้าง BTSC เดินรถและซ่อมบำรุงโครงการส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ไปจนถึงปี 2585 นั้น เพราะต้องการให้เกิดการเดินทางแบบไร้รอยต่อ โดยที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขบวน ซึ่งทุกฝ่ายในคณะทำงานขณะนั้นเห็นว่าการว่าจ้างเป็นระยะเวลาดังกล่าวมีความเหมาะสม เพราะหากมีการจ้างในระยะเวลาสั้นกว่านี้ เช่น ให้การจ้างสิ้นสุดในปี 2572 พร้อมกับสัมปทานในส่วนเส้นทางหลัก ค่าจ้างเดินรถต่อปีก็จะสูงกว่านี้ เพราะค่าใช้จ่ายที่เป็นการลงทุนของ BTSC เช่น ขบวนรถไฟฟ้า จะต้องหารด้วยจำนวนปีที่น้อยลง เป็นต้น

ในส่วนต่อขยายที่ 1 นั้นได้ลงนามสัญญาจ้างเป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2585 และในสัญญาจ้างของส่วนต่อขยายที่ 2 จึงใช้เหตุผลเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าในเส้นทางเดียวกันได้อย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ จึงลงนามสัญญาจ้างส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่ปี 2560-2585 หรือมีระยะเวลา 25 ปี เพื่อให้สัญญาส่วนต่อขยายทั้งสองส่วนหมดอายุพร้อมกันในปี 2585 ซึ่งในการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายที่ 2 นี้ ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าโดยสารจากผู้โดยสาร และ KT ยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดินรถให้ BTSC จนเกิดเป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น

“BTSC ยืนยันว่าพร้อมเจรจากับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาทั้งหมด หากอยู่บนเงื่อนไขของความถูกต้อง และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและรักษาสัญญาที่มีต่อกัน เพราะในฐานะที่เป็นบริษัทลูกของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นประชาชนร่วมลงทุนอยู่จำนวนกว่า 101,700 ราย รวมถึงมีเจ้าหนี้ที่ให้เงินกู้แก่ BTSC มาประกอบธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา BTSC ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด”

นายสุรพงษ์กล่าวถึงประเด็นเรื่องสัญญาให้บริการเดินรถระหว่าง KT กับ BTSC มีข้อสัญญาเรื่องรักษาความลับอยู่ว่า เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่จะกำหนดในสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและป้องกันความเสียหายจากการใช้ข้อมูลของคู่สัญญาทั้งฝ่ายรัฐและเอกชนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน โดยข้อสัญญารักษาความลับนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันการตรวจสอบความโปร่งใสและทุจริต เนื่องจากข้อสัญญารักษาความลับได้มีการกำหนดข้อยกเว้นให้สามารถเปิดเผยข้อมูลในสัญญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือตามคำสั่งของหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555 BTSC ก็รับทราบว่าได้มีองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการตรวจสอบและได้ไปซึ่งสัญญาให้บริการเดินรถฯ แล้ว อย่างไรก็ตาม ได้รับทราบจาก KT ว่าได้ส่งมอบข้อมูลให้แก่ กทม.แล้วในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่

ทั้งนี้ BTSC เห็นว่าเรื่องนี้อยู่ในดุลพินิจของ กทม.ที่จะพิจารณาว่าสามารถเปิดเผยอย่างไรและเพียงใดภายใต้ข้อสัญญารักษาความลับดังกล่าว แต่เนื่องจากข้อมูลบางส่วนในสัญญาเป็นข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าและสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ จึงต้องมีความระมัดระวังในการเปิดเผยเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากจำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญดังกล่าว ก็ควรจะเปิดข้อมูลในสัญญาของทุกๆ โครงการเฉกเช่นเดียวกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขัน

ส่วนแนวทางการขยายสัมปทานออกไปอีก 30 ปี ขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นจาก BTSC แต่อย่างใด แต่เป็นผลของการเจรจากับคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของ กทม. ซึ่ง BTSC เห็นว่าสามารถดำเนินการได้และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายจึงได้รับที่จะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว BTSC ขอเรียนว่า ขณะนี้ BTSC ต้องการเพียงให้มีการชำระหนี้ที่ค้างชำระกว่า 40,000 ล้านบาท เพื่อไปใช้ในการดำเนินกิจการและชำระหนี้ของ BTSC ซึ่งเกิดขึ้นจากโครงการนี้ ทั้งนี้ BTSC ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ ซึ่งได้รับทราบจากทาง KT ว่าอยากที่จะมีการตกลงชำระหนี้ดังกล่าวโดยไม่ต้องรอคำพิพากษาของศาลฯ โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ตั้งแต่เปิดให้บริการปี 2542 จนถึงปัจจุบัน ทาง BTSC ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารไปเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น และทุกครั้งที่ดำเนินการปรับค่าโดยสารก็เป็นอัตราที่ต่ำกว่าเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติจาก กทม.ทั้งสิ้น เพื่อต้องการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าโดยสารให้แก่ประชาชน โดยเมื่อเปิดให้บริการช่วงแรก 23 สถานี ระยะทาง 23.5 กม. ในปี 2542 คิดอัตราค่าโดยสาร 10-40 บาท แต่เพดานค่าโดยสารสูงสุดที่ กทม.กำหนดไว้ให้คือ 15-45 บาท และการปรับขึ้นค่าโดยสารทั้ง 3 ครั้งที่เกิดขึ้นนั้น แบ่งเป็น

- ครั้งที่ 1 ปี 2550 ปรับอัตราค่าโดยสารเป็น 15-40 บาท จากเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติในอัตรา 18.79-56.36 บาท
- ครั้งที่ 2 ปี 2556 ปรับอัตราค่าโดยสารเป็น 15-42 บาท จากเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติ ในอัตรา 20.11-60.31 บาท
- ครั้งที่ 3 ปี 2560 ปรับอัตราค่าโดยสารเป็น 16-44 บาท จากเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติในอัตรา 21.52-64.53 บาท

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการให้บริการแก่ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 BTSC ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อสัญญาที่ทำไว้กับทางบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ KT และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) อย่างเคร่งครัด แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา BTSC จะเคยประสบกับปัญหาสถานภาพทางการเงินอย่างหนัก จนต้องนำบริษัทเข้าฟื้นฟูกิจการผ่านศาลล้มละลายกลาง เนื่องจากต้องรับภาระลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักทั้งหมด ซึ่งเป็นเพียงโครงการเดียวในประเทศไทยที่กำหนดให้เอกชนต้องเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด รวมถึงงานโครงสร้างพื้นฐาน


กำลังโหลดความคิดเห็น