การบินไทย เจรจาแบงก์กู้ 2.5 หมื่นล.จบธ.ค.นี้คาดได้เงินต้นปี 65ใช้คืนค่าตั๋วล่วงหน้าและชดเชยพนักงานลดภาระส่วนเงินจากรัฐ ยังไร้สัญญาณ “ปิยสวัสดิ์” เผยครึ่งปี64 ขาดทุนลดลง ส่วนค่าใช้จ่ายลดกว่า 4.4 หมื่นล.เปิดประเทศแนวโน้มดี คาดเห็นกำไรปี 66
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) เปิดเผยว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทกำหนดให้มีการกู้วงเงินสินเชื่อใหม่ 50,000 ล้านบาท โดยมาจากภาครัฐ หรือเงินที่รัฐสนับสนุน หรือวงเงินที่รัฐค้ำประกัน จำนวน 25,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นรูปแบบใด อีกส่วนจากสถาบันการเงินภาคเอกชน จำนวน 25,000 ล้านบาท นั้น บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงินภาคเอกชนเพื่อขอสินเชื่อ วงเงิน 25,000 ล้านบาท คาดว่าจะสรุปและทำสัญญาได้ปลายปี 2564 และเบิกเงินกู้งวดแรกได้ในต้นปี 2565
ทั้งนี้ ผู้บริหารแผนฯ เดินหน้าหาเงินกู้ใหม่จากสถาบันการเงินเอกชน 25,000 ล้านบาท โดยจะนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไปได้เพียงพอ แต่หากไม่มีเงินกู้ในส่วนของภาครัฐ ก็อาจจะงบดุลอาจจะไม่ดีนัก ซึ่งเหตุผลที่ภาครัฐควรพิจารณาเงินกู้ให้ เนื่องจากแผนฟื้นฟู ที่มีการปรับลดรายจ่ายต่างๆ หลังจากนี้หากการบินกลับไปเป็นปกติ การบินไทยจะเป็นบริษัทที่มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพสูง และผลประกอบการจะมีกำไรดี ดังนั้น จะจ่ายเงินกู้คืนได้แน่นอน ขณะหากปล่อยให้ล้มละลาย เจ้าหนี้เดิมจะได้คืนแค่ 10% กรณีใส่เงินเพิ่ม นอกจากจะได้หนี้เก่าคืน ยังมีโอกาสได้กำไรเพิ่ม นอกจากนี้ บริษัทยังมีหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และที่สำคัญ หากใส่เงินเข้ามา จะมีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ที่ราคา 2.54 บาทต่อหุ้น จากราคาพาร์ 10 บาทเมื่อโควิดจบผลประกอบการดี เจ้าหน้าที่เพิ่มทุนจะมีโอกาสรายได้เพิ่ม
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัท มีสภาพคล่องประมาณ 6,500 ล้านบาท คาดว่าผลการดำเนินงาน จะค่อยๆ ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของธุรกิจการบิน ในงวด 6 เดือนแรกปี 64 มีผลขาดทุนลดลง ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 เป็นเงิน 3,973 ล้านบาท เมื่อรวมรายการครั้งเดียวทางบัญชี ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 11,121 ล้านบาท ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2563 เป็นเงิน 39,151 ล้านบาท โดยในปี 65 คาดว่าคงขาดทุนลดลง หรืออาจมีกำไรบ้าง ขึ้นกับสถานการณ์การบินว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วแค่ไหน และในปี 66 เชื่อมั่นว่าบริษัทจะกลับมามีกำไร
โดยในเดือนตุลาคม 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานสูงสุดนับตั้งแต่มีโควิด-19 เมื่อเดือนเมษายน 2563 สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นฟูของธุรกิจการบิน โดยมีรายได้จากเที่ยวบินขนส่งสินค้าทางอากาศ รวมกว่า 10,000 ล้านบาท มีรายได้จากหน่วยธุรกิจการบินในการให้บริการลูกค้ากว่า 80 สายการบินเป็นเงินรวม 4,800 ล้านบาทและมีแผนงานขยายธุรกิจ Master Franchise ร้าน Puff & Pie ไปทั่วประเทศใน5 ปี เป้าหมายรายได้ ปีละ 500 ล้านบาท
จากนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล มีสัญญาณในการบินที่กลับมาโดยล่าสุด ครัวการบินเพิ่มการส่งอาหารขึ้นเครื่องบินให้สายการบินลูกค้าจาก 5,000 ที่เป็น 10,000 ที่ต่อวันแล้ว ส่วนบริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มเส้นทางบินที่ให้บริการเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2564 – 26 มีนาคม 2565 โดยภายในไตรมาสที่ 1/2565 จะมีเส้นทางบินในทวีปเอเชีย 19 จุดบิน ในทวีปยุโรป 9 จุดบิน ในทวีปออสเตรเลีย 1 จุดบิน และภายในประเทศโดยสายการบินไทยสมายล์ 14 จุดบิน ด้วยบริการเต็มรูปแบบ (Full Services) เช่น ศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง ห้องรับรองพิเศษ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สื่อสาระบันเทิงบนเครื่องบิน บริการเลือกอาหารล่วงหน้าสำหรับชั้นธุรกิจในเที่ยวบินระหว่างประเทศ กาแฟและเครื่องดื่มรายการพิเศษ นิตยสารและหนังสือพิมพ์ระบบดิจิทัล ส่วน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้รับวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ครบทุกคน
@หั่นค่าใช้จ่ายได้กว่า4.4 หมื่นล้าน/ปี พร้อมฟื้นธุรกิจ
โดยช่วง กว่า 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ดำเนินการตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กร และเพิ่มการหารายได้ โดยได้ดำเนินโครงการปฏิรูปธุรกิจ (Transformation Initiatives) กว่า 400 โครงการ ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่าย มูลค่า 44,800 ล้านบาทต่อปีเปรียบเทียบกับปริมาณการผลิตที่ใกล้เคียงกับปี 2562 ค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวคิดเป็น 77% ของเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนปฏิรูปธุรกิจ
เช่น ปรับลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร 16,000 ล้านบาท ด้านประสิทธิภาพฝูงบินและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 12,000 ล้านบาทการเจรจาปรับปรุงสัญญาเช่าเครื่องบินและซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ 11,300 ล้านบาท ด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้าง 1,100 ล้านบาท ด้านการปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติการบิน 719 ล้านบาท ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพฝ่ายช่าง 802 ล้านบาท และด้านอื่นๆ 3,200 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากพนักงานทุกระดับเป็นอย่างดีในการสมัครใจเข้าร่วมรับการกลั่นกรองในโครงการปรับโครงสร้าง ลดขนาดองค์กร ปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างและโครงสร้างค่าตอบแทนบุคลากร โครงการลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือน (Leave without Pay) รวมถึงโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan) ซึ่งมีพนักงานที่เสียสละเข้าร่วมโครงการรวมกว่า 6,000 คน เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2562 มีจำนวนบุคลากรรวมแรงงานภายนอกจำนวน 29,500 คน ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 14,900 คน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายบุคลากรลดลงจากเดือนละกว่า 2,600 ล้านบาทต่อเดือน เหลือกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน จำนวนผู้บริหารทุกระดับลดลงในสัดส่วน 35 %ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานสูงขึ้น
มีการลดพื้นที่ทำงานให้สอดคล้องกับจำนวนพักงาน เหลือที่สำนักงานใหญ่ถนนวิภาวดี และสนามบินสุวรรณภูมิ และสร้างรายได้การให้เช่าอาคารสำนักงานใหญ่ การจำหน่ายอาคารและที่ดินสำนักงานหลักสี่ หลานหลวง ภูเก็ต และที่ดินเปล่าในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงยกเลิกและปรับลดสิทธิประโยชน์ของผู้บริหารและพนักงาน อาทิ ยกเลิกสิทธิบัตรโดยสารกรรมการบริษัทฯ และพนักงานเกษียณ ยกเลิกภาระการจ่ายภาษี สิทธิการปรับชั้นโดยสาร (Upgrade) พนักงาน ค่าพาหนะผู้บริหาร ค่ารักษาพยาบาล ลดวันหยุดเพื่อประหยัดค่าโอที
ในส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ บริษัทฯ ขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป 5-7 ปี โดยการพักชำระหนี้ เงินต้นและดอกเบี้ย 2-3 ปี ปรับลดภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยตามภาระผูกพันเดิมเหลือร้อยละ 1.5 ปรับลดภาระผูกพันตามสัญญาเช่า/เช่าซื้อเครื่องบิน และเพิ่มทางเลือกในการชำระหนี้ ตามกรอบการดำเนินการที่ได้ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ
ขณะเดียวกัน บริษัทก็ยังเดินหน้าขายเครื่องบินจำนวน 42 ลำ คาดว่าจะได้รับเงินทั้งหมด 8,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ได้เซ็นสัญญาขายออกไปแล้ว 11 ลำ โดยอยู่ขั้นตอนการอนุมัติของ รมว.คมนาคม คาดว่าจะบันทึกรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/64 บางส่วนและที่เหลือไตรมาส 1/65
@ วางแผนเงินกู้ จากแบงก์ 2.5 หมื่นล.ใช้คืนค่าตั๋วล่วงหน้าและชดเชยพนักงาน
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทมีภาระในการจ่ายคืนค่าตั๋วโดยสารล่วงหน้าที่มีการจองไว้ก่อนเกิดโควิด ประมาณ12,000 ลhานบาท และจ่ายพนักงานโครงการร่วมใจจากองค์กร ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้วงเงินสินเชื่อใหม่จากเอกชน 25,000 ล้านบาทมาดำเนินการ และจะทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นไม่มีภาระ ส่วนวงเงินกู้ของภาครัฐ 25,000 ล้านบาทหากตกลงใส่เข้ามา สัดส่วนการถือหุ้นของคลัง จะไม่เกิน 40% ซึ่งบริษัทยังคงเป็นเอกชนต่อไป ขณะที่หากเปิดประเทศ การบินกลับสู่ปกติ คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 6 ล้านคนต่อปี จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้อย่างยั่งยืน