การตลาด - โลกออนไลน์-อีคอมเมิร์ซ จับมือกันเติบโต ส่งอีคอมเมิร์ซ ทะลุ 3.2 ล้านล้านบาท ดันโลจิสติกส์พุ่ง 2 แสนล้านบาท แต่กลับถล่มธนาคารเจ็บหนัก ต้องปิดตัวลงมากกว่า 300 สาขาในปีก่อน (2561) เกมนี้ก่อเกิดสงครามครั้งใหม่ “ธนาคาร-โลจิสติกส์” เดินหน้ายึดพื้นที่ร้านสะดวกซื้อ หรือคอนวีเนียนสโตร์ (Convenience Store) ที่มีรวมกันมากกว่า 12,940 สาขาในไทย เฉพาะ 4 รายใหญ่ เซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท เทสโก้โลตัส เอกซ์เพรส และมินิบิ๊กซี เป็นต้น ยังไม่นับรวมค่ายอืนอีก เสิร์ฟบริการกันแบบ 24 ชั่วโมงไปเลย
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไลฟ์สไตล์ยึดติดกับโลกออนไลน์และสมาร์ทโฟนเป็นหลัก
โลกออนไลน์จึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์ใหม่ของธุรกิจในวันนี้ จนก่อให้เกิดบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคอย่างมากมาย เช่น การให้บริการการทำธุรกรรมการเงินบนมือถือ และการให้บริการดีลิเวอรีในรูปแบบต่างๆ บนมือถือ อย่างเช่น ไลน์แมน, honestbee
รวมถึงทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซมาแรงอย่างมาก ทั้งในรูปแบบของแบรนด์ เช่น ลาซาด้า, ช้อปปี้ และในรูปแบบแม่ค้าออนไลน์ทั่วไปที่เกิดขึ้นมากมายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ ส่งผลดีต่อบริการขนส่งสินค้าและพัสดุให้เติบโตตามไปด้วย แต่กลับกระทบหนักกับธนาคาร
ออนไลน์ถล่มธนาคารปิดตัว 300 สาขา
แม้จะเห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นมากมาย แต่โลกออนไลน์ก็ก่อให้เกิดผลกระทบเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้สั่นสะเทือนให้หลายธุรกิจต้องเจอวิกฤต ที่เห็นเด่นชัด คือ สถาบันการเงิน ในกลุ่มธนาคาร
โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาให้ข้อมูลเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ตัวเลขล่าสุดในเดือน พ.ย. 2561 พบว่า สาขาธนาคารทั้งระบบอยู่ที่ 6,734 สาขา ลดลงกว่า 327 สาขา จากปลายปี 2558 ที่อยู่ 7,061 สาขา
โดยธนาคารที่ปิดสาขามากที่สุด คือ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank ปิดสาขาไป 136 สาขา รองลงมา คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ปิดไป 100 สาขา และธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ปิดสาขาไป 94 สาขา แต่แบงก์ใหญ่ที่เพิ่มสาขาคือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY จำนวน 28 สาขา และธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เพิ่มขึ้น 25 สาขา
ส่วนปี 2562 นี้ หลายธนาคารยังปิดตัวต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกสิกรไทย โดยนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีทั้งหมด 985 สาขา ปี2562นี้จะปิดประมาณ 80 สาขา แต่จะเปิดเพิ่มในทำเลอื่นอีก 30 สาขา ทำให้จำนวนสาขารวมอยู่ประมาณ 900 กว่าสาขา
ด้านนายสารัชต์ รัตนาภรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล และผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แผนในปี 2562 นี้ อาจจะต้องทยอยปิดสาขาธนาคารเพิ่มอีก 100-125 สาขา หลังจากในปี 2561 ปิดไปแล้ว 140 สาขา
เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้แนวโน้มการทำธุรกรรมที่ธนาคารในปีนี้คาดว่าจะลดลงอีก 10-25% ซึ่งเดิมธนาคารไทยพาณิชย์ มีการทำธุรกรรมหน้าเคาน์เตอร์กว่า 13 ล้านรายการ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 10 ล้านรายการ
ออนไลน์ดันอีคอมเมิร์ซทะลุ 3.2 ล้านล้านบาท
นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวในงาน Thailand e-Commerce Week 2019 ว่า ผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ระหว่าง 8-10% ต่อปี
โดยพบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปี60มากกว่า 45 ล้านคน, มี Mobile Subscriber ในปี 2561 กว่า 124.8 ล้านราย, มีผู้ใช้ Line ในปี 2561 กว่า 44 ล้านคน และผู้ใช้ Facebook ในปี 2561 กว่า 52 ล้านราย
ตัวเลขสถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การพัฒนาของเครื่องมือสื่อสาร และราคาที่ถูกลง ทำให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยเติบโตไปด้วย ทั้งจำนวนผู้ซื้อ ผู้ขายทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
สอดรับกับจำนวนแพลตฟอร์ม โดยมีผู้ประกอบการในไทยและต่างประเทศเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกัน คาดว่ามูลค่าอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยปี 2561 จะสูงถึง 3.2 ล้านล้านบาท เติบโต 14% จากปี 2560 อยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท
อีคอมเมิร์ซดันโลจิสติกส์แข่งเดือด
นางสุรางคณากล่าวต่อว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในไทยส่งผลให้การบริการด้านโลจิสติกส์ต้องพัฒนาไปตามความต้องการของลูกค้า มีระบบการติดตาม ตรวจสอบสถานะการส่งที่แม่นยำ ทำให้เกิดความมั่นใจในการสั่งซื้อ ด้านผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภาคเอกชนก็มีตัวเลือกหลากหลาย ระบบบริการที่มีการแข่งขันสูงทำให้ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ เพราะครอบคลุมพื้นที่ให้บริการมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวในเมืองใหญ่เท่านั้น
นายคมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจแฟลช ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและพัสดุ กล่าวว่า ตลาดรวมโลจิสติกส์ในไทยคาดว่าจะมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น ประเภทโลจิสติกส์ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท และแบบเอ็กซ์เพรส หรือส่งด่วน มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทเช่นกัน แต่เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตมากกว่าโลจิสติกส์ ซึ่งผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ คือ ไปรษณีย์ไทย, เคอร์รี่, แฟลช และ DHL ตามลำดับ
ทั้งนี้ใ นปี 2561 ที่ผ่านมา พบว่า เครือข่ายไปรษณีย์ไทย มีกว่า 5,000 แห่ง ประกอบด้วย ที่ทำการไปรษณีย์ รวม 1,267 แห่ง แยกเป็น ศูนย์ไปรษณีย์ 19 แห่ง, ศูนย์รับฝากไปรษณีย์จำนวนมาก 6 แห่ง, ที่ทำการรับ-จ่าย 965 แห่ง, ที่ทำการรับฝาก 228 แห่ง, ที่ทำการไปรษณีย์สาขา 5 แห่ง, ที่ทำการไปรษณีย์รถยนต์ 53 แห่งมีรายได้ราว 30,000 ล้านบาท กำไร 4,400 ล้านบาท
ในส่วนของเคอรี่ มีจุดบริการรวมทั้งหมด 3,500 สาขา และมีรายได้ปี 2561 ประมาณ 10,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% กำไร 1,200ล้านบาท เติบโต 68%
ส่วนแฟลช ปัจจุบันมี 1,000 สาขา ลงทุนเองทั้งหมด สิ้นปี 2562 นี้ ตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 1,700 สาขา ขณะที่รายได้ปีนี้คาดว่าจะทำได้ 12,000 ล้านบาท
ร้านสะดวกซื้อ เกมใหม่ “ธนาคาร-โลจิสติกส์”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ธนาคารจะมีการปิดสาขาไปจำนวนมาก แต่โอกาสของธนาคารและโลจิสติกส์ก็ยังมีการเติบโตเช่นกันต่อตามกระแสของพฤติกรรมของผู้บริโภคและอีคอมเมิร์ซที่ยังเติบโตแบบไม่หยุดยั้ง
ส่งผลให้ในปี 2562 นี้ จึงเป็นปีที่จะเห็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ของทั้งสองธุรกิจ ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ ต้องมีสาขาที่ให้บริการมากที่สุด เร็วที่สุด และลงทุนน้อยที่สุด
“ร้านสะดวกซื้อ” จึงเป็นตัวเลือกที่เนื้อหอมที่สุดในเวลานี้ที่ทุกธนาคารและผู้เล่นโลจิสติกส์ต่างรุมกันรัก ปีนี้เราจึงได้เห็นบริการฝากถอนเงินผ่านร้านสะดวกซื้อ และรับส่งพัสดุต่างๆ ผ่านค้าปลีกย่อยมากขึ้น
โดยในส่วนของธนาคารนั้น พบว่า 2 ธนาคารใหญ่ คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารไทยพาณิชย์ ได้จับมือกับเซเว่น-อีเลฟเว่น ให้บริการรับฝากถอนเงินสด ได้ 24 ชั่วโมง
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยได้จับมือกับบิ๊กซีให้บริการ เคแบงก์ เซอร์วิส โดยในช่วงแรกจะให้บริการแก่ลูกค้า 3 บริการ คือ 1. การรับฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยแบบเรียลไทม์ สูงสุด 40,000 บาทต่อวันต่อหมายเลขบัตรประชาชน ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 14 สาขา มีแผนจะขยายไปยังบิ๊กซี มินิบิ๊กซี ทุกสาขาทั่วประเทศ กว่า 6,000 จุดในการรับชำระเงินภายในอนาคต และเตรียมขยายให้บริการถอนเงินและเปิดบัญชีได้ภายในสิ้นปีนี้
2. บริการชำระค่าสินค้าด้วยคิวอาร์โค้ดของทุกธนาคาร และ 3. บริการทัวริสต์ เพย์เมนต์ สำหรับลูกค้าคนจีนที่ชำระเงินผ่านอาลีเพย์ และวีแชทเพย์ ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์บิ๊กซีกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ
อีกทั้งกสิกรไทยยังได้แต่ตั้ง CenPay ในเครือเซ็นทรัลเป็น Banking Agent สำหรับฝากเงินตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเคาน์เตอร์ที่ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท (Family Mart) ในเครือเซ็นทรัลทุกสาขาอีกด้วย
ส่วนการแข่งขันในเรื่องของโลจิสติกส์นั้น พบว่าในทำเลร้านสะดวกซื้อกำลังแข่งขันสูง โดยเฉพาะเมื่อเซเว่น-อีเลฟเว่น เจ้าตลาดคอนวีเนียนสโตร์ กระโดดเข้ามาเป็นผู้ให้บริการรับส่งพัสดุเสียเอง กับบริการ Speed-d ให้บริการรับส่งพัสดุทุกสาขาจากปัจจุบันเซเว่น-อีเลฟเว่น มีมากกว่า 1 หมื่นสาขา
ขณะที่ เทสโก้โลตัส เอ็กซ์เพรส ให้บริการรับฝากส่งพัสดุทั่วประเทศนำร่อง 500 สาขา เปิดจุดบริการส่งด่วน EMS ในประเทศ 24 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท และเตรียมขยายไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นๆ อีกกว่า 700 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2562
สำหรับ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เปิดบริการ 'จุดส่งพัสดุทั่วไทย ผ่านบริการ Big C Big Service' ร่วมมือกับ 2 พันธมิตร คือ 1. บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดให้บริการที่ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กว่า 40 สาขา (ภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล) มาพร้อมจุดเด่นกล่องสีฟ้า รวมค่าขนส่งและค่ากล่อง พิเศษเฉพาะที่บิ๊กซีเท่านั้น ราคาพร้อมกล่องเริ่มต้นที่ 45 บาท
พันธมิตรอีกรายคือ 2. บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดให้บริการที่มินิบิ๊กซี กว่า 700 สาขา ทั่วประเทศ ด้วยจุดเด่นสามารถส่งสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ราคาส่งพัสดุเริ่มต้นเพียง 35 บาท มีพนักงานให้บริการ และมีอุปกรณ์แพกกิ้งครบครัน อาทิ อุปกรณ์กันกระแทก สติกเกอร์ และเทปกาว ช่วยประหยัดเวลา ณ จุดส่งพัสดุ หรือจะมาซื้อกล่องพัสดุและซอง ก็มีให้เลือกหลากหลายขนาดตามขนาดสินค้าที่ต้องการส่ง และเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ แฟมิลี่มาร์ทที่มีกว่า 1,040 สาขา ยังจับมือกับเคอรี่ให้บริการรับส่งพัสดุทั่วประเทศแบบ 24 ชั่วโมงอีกด้วย โดยคิดค่าบริการส่งพัสดุเริ่มต้นที่ 35 บาท
ทั้งนี้ ด้วยจุดแข็งของ 'ร้านสะดวกซื้อ' ที่มีจำนวนสาขาและทำเลที่มากที่สุดเข้าถึงผู้บริโภคระดับย่อยได้ดีที่สุด โดยมียอดรวมร้านสะดวกซื้อในไทยมากกว่า 12,940 สาขา โดยมีเชนรายใหญ่ๆ เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น 10,000 กว่าสาขา มินิบิ๊กซี ประมาณ 700 สาขา แฟมิลี่มาร์ท ประมาณ 1,040 สาขา และเทสโก้โลตัสเอ็กซ์เพรส 1200 สาขา บวกกับบริการแบบ 24 ชั่วโมง จึงถือเป็นทำเลทองของการให้บริการจากโลกออนไลน์ รวมถึงเป็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ ความสะดวกสบายของผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นกับอีกหลายธุรกิจในอนาคตอีกมากมาย


