xs
xsm
sm
md
lg

ทอท.ดับเครื่องชนเซ็นทรัล วิลเลจ งานนี้ช้างชนช้างกลุ่ม"คิงเพาเวอร์"

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ทอท.ดับเครื่องชนเซ็นทรัล วิลเลจ
งานนี้ช้างชนช้างกลุ่ม"คิงเพาเวอร์"

“กะบังลม”ติดตามเรื่อง*การท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ลุกขึ้นมาเบรกการก่อสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ *ที่ถูกระบุว่าล้ำเข้ามาในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ ของกรมธนารักษ์ เพราะเกรงว่าการก่อสร้างศูนย์การค้าดังกล่าวจะอยู่ในแนวใกล้เคียงกับแนวร่อนของเครื่องบิน ซึ่ง ทอท.ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเครื่องบิน เพราะห่างจากหัวทางวิ่งในสนามบินสุวรรณภูมิ ไปทางทิศใต้ 2,000 เมตร ตั้งฉากไปในทางทิศตะวันตก 440 เมตร มีการนำทาวเวอร์เครน มาใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งมีผลในเรื่องความปลอดภัยด้านการบิน
ทำให้ทอท.ร้อนใจรีบส่งหนังสือด่วนไปยังเจ้าของห้างและให้รื้อถอนออกนอกพื้นที่ภายใน 15 วัน แต่ขณะนี้กลุ่มเอกชนก็ยังไม่ยอมถอยล่นออกจากพื้นที่ ถ้าเป็นแบบนี้ ทอท.คงมีมาตรการไม้แข็งจัดการกลุ่มเซ็นทรัล วิลเลจ อย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่รีบรื้อถอนงานนี้อาจเจอไม่เด็ดจากการท่าฯ

งานนี้ต้องจับตาม*โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ว่าใช้งบก่อสร้างกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อเนรมิตโครงการสรรพสินค้าระดับหรู บนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 100 ไร่*แถมจะถึงร้านค้าและสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก กว่า 200 ร้านค้า และโรงแรมระดับโลก ร้านอาหารและจุดบริการนักท่องเที่ยวแบะเบ็ดเสร็จครบวงจรมาตั้งอยู่ในโครงการนี้ และวางแผนรองรับลูกค้านักท่องเที่ยววันละ 17,000 คน

"กะบังลม"แว่วมาว่า *งานนี้เป็นเกมช้างชนช้าง ระหว่างกลุ่มคิงเพาเวอร์กับทางกลุ่มเซ็นทรัล*ที่เนรมิตโครงการขึ้นมา หวังดักเอากลุ่มลูกค้าที่เข้า-ออก จากสนามบินแถมมีกำลังซื้อกระเป๋าหนักๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้กลุ่มคิงเพาเวอร์ ที่เพิ่งควักเงินจ่ายค่าสัมทานให้การท่าฯไปกว่า 15,000 ล้านบาท ต้องออกมาแตะเบรกกลุ่มเซ็นทรัลอย่างล้ำเส้น คงต้องจับตาดูการสู้ศึกของทั้ง 2 กลุ่มบนทำเลทองสุวรรณภูมิ

หันไปติดตาม*”ธนิต โสรัตน์” ออกมาพูดชัดเจนว่ามี3 ปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน*ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 มี 3 ประเด็นหลักๆ เรื่อง การส่งออกปี 2562 ที่มีแนวโน้มสูงที่จะติดลบ 1% และการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ดีนักจากราคาสินค้าเกษตรหลักๆยังตกต่ำ สุดท้ายคือเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยเฉพาะภาคการผลิตและการค้าเริ่มหันมาใช้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอีคอมเมิร์ซ มากขึ้น

“กะบังลม”เห็นด้วยว่า*แนวโน้มส่งออกมีแนวโน้มติดลบ 1% ในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปัจจัยเพราะเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แม้ดูว่าเหมือนคลี่คลายไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่มองว่าสงครามการค้ายังไม่จบ หากแต่เป็นช่วงพักเบรกเท่านั้น เมื่อดูตัวเลขส่งออก 5 เดือนแรกปีนี้ที่ติดลบ 2.7% จึงเป็นเรื่องยากมากที่ส่งออกจะยังเติบโต ต่อไปได้อีก แถมภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็จะกดดันการส่งออกให้ลำบากมากขึ้นด้วย นี่จึงเป็นเหตุที่ผู้ส่งออกต้องรีบปรับกลยุทธ์การส่งออกโดยด่วน หรือต้องทำใจไว้ล่วงหน้า

ส่วนนโยบายด้านแรงงาน เชื่อว่ารัฐบาลใหม่มายังคงไม่มีการปรับค่าแรงงานแบบหวือหวาตามนโยบายการหาเสียงไว้ เพราะจะกระทบกับผู้ประกอบการอย่างแน่นอน เพราะนโยบายแต่ละพรรควางค่าแรงงานไว้ตั้งแต่ 400-500 บาท หากใช้นโยบายขึ้นค่าแรงตามที่หาเสียงไว้ ผู้ประกอบการคงร้องจ๊าก ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างแน่นอน อันนี้เชื่อว่ารัฐยังไม่มีการขยับค่าแรงอะไรแบบหวือหวา

แต่”กะบังลม”เชื่อว่า การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานที่ยังคงค้างการพิจารณาจากรัฐบาลที่ผ่านมาที่มีการเสนอปรับขึ้นเฉลี่ย 2-10 บาทต่อ อันนี้คงต้องดูสถานการณ์โดยรวม ว่าผู้ประกอบการรับได้มากน้อยเพียงใด เพราะต้องดูผลกระทบที่เกิดกับผู้ประกอบการ และค่าเงินเฟ้อที่ต้องปรับตัวตามภาวะค่าแรงที่ปรับเปลี่ยนไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...