รับรู้กันอยู่ว่าการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ประกอบด้วย 3 เสาหลัก
เสาหลักที่ 1 แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561
เสาหลักที่ 2 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำตามแผนแม่บทฯ อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีกว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง
เสาหลักที่ 3 พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้หมาดๆ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2562
“ทั้ง 3 เสาหลักมีการดำเนินการครบถ้วนแล้ว ทำให้เค้าโครงการบริหารจัดการน้ำชัดเจนขึ้น มีแผน มีองค์กรกำกับ และมีกฎหมายบังคับใช้” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.กล่าว
แต่แผนแม่บทน้ำ 20 ปีดังกล่าวถือเป็นฉบับเบื้องต้น สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กนช. จึงได้ปรับปรุงและทบทวนร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายให้สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เป็นการยึดโยงซึ่งกันและกันภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
ในแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปีฉบับปรับปรุงใหม่ ยังคงประกอบด้วย 6 ด้านหลัก เช่นเดียวกับแผนแม่บท 12 ปีเดิม ได้แก่ 1. การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2. การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3. การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4. การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน 6. การบริหารจัดการ
“ครม.เพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา เห็นชอบแผนแม่บทน้ำ 20 ปีฉบับปรับปรุงใหม่ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน” เลขาธิการ สทนช.กล่าว
พร้อมกันนั้น สทนช.ยังได้ปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นเสาหลักที่ 4 คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทไปสู่เป้าหมาย ตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ คือ
“ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”
ชัดเจนกว่านั้น น่าจะเป็นสาระสำคัญในแผนแม่บทน้ำเวอร์ชันใหม่มีตัวกำหนดที่มีนัยสำคัญ ประกอบด้วย
1. กำหนดตัวชี้วัดเชิงผลผลิตเพิ่มเติม
2. เพิ่มกลยุทธ์/วิธีการให้ครอบคลุมหน่วยงานมากขึ้น เช่น เพิ่มแหล่งน้ำสำรองสำหรับน้ำอุปโภค-บริโภค ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ และสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ เป็นต้น
3. กำหนดหน่วยงานหลัก หน่วยงานสนับสนุน ไม่จำเพาะเพียงหน่วยงานราชการเท่านั้น หากยังมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เป็นความใหม่ที่ไม่เคยมี
4. การกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) จำนวน 66 พื้นที่ 34.62 ล้านไร่ เป็นเป้าหมายที่ชัดเสียยิ่งกว่าชัด เหมือนการสแกนพื้นที่มีปัญหาและศึกษาหาแนวทางแก้ไข
ถ้าพูดถึงแผนอย่างเดียวคงไม่เห็นเป้าหมายรูปธรรม ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ภายใต้แผนแม่บทน้ำ 20 ปีมีตัวเป้าหมายหลายอย่าง อาทิ
การยกระดับคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภค ทุกหมู่บ้านเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้มาตรฐานในราคาเหมาะสม 75,032 หมู่บ้าน ภายในปี 2573 การพัฒนาน้ำต้นทุน 27,299 ล้านลูกบาศก์เมตร เพี่มพื้นที่กระจายน้ำ 31 ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนและแหล่งน้ำสำรองให้เป็นรูปธรรม การป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ 764 แห่ง การลดผลกระทบจากอุทกภัย 15 ล้านไร่ การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 741 แห่ง การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 3.5 ล้านไร่ การก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 541,894 แห่ง


