เรียนผูกแต่ไม่เรียนแก้ สุดท้ายต้องอาศัยมือ 'ฐากร ตัณฑสิทธิ์' เลขาธิการ กสทช.เข้ามาปลดล็อกมรดกบาปของ 'พ.อ.นที ศุกลรัตน์' อดีตประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่ปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ทำคลอดทีวีดิจิทัลด้วยความทะนงตัว
ทั้งนี้ การประมูลทีวีดิจิทัลทั้ง 24 ช่องใช้เวลาในการประมูลแต่ละประเภทรายการ 2 วัน คือ วันที่ 26-27 ธ.ค. 2556 สร้างเม็ดเงินอันน่าภาคภูมิใจให้ พ.อ.นทีได้ถึง 50,862 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ฐากรเห็นแววหายนะของทีวีดิจิทัลมาล่วงหน้า จนถึงกับเปรยในงานแถลงข่าวทิศทางการดำเนินการของ กสทช.ตั้งแต่ปี 2559 ว่า เขาจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลมากขึ้น
"พ.อ.นที ในเวลานั้นมีความแข็งแรงมาก เชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ใครเตือนอะไรก็ไม่ฟัง ทั้งๆ ที่คนภายนอกมองเห็นว่าการประมูลครั้งเดียว 24 ช่องจะไปไม่รอดก็ตาม"แหล่งข่าวในวงการแสดงความเห็น
เป็นที่รู้กันในวงการว่าฐากรมีความสนิทใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้ทรงพลังในรัฐบาลและคสช. กลไกที่จะช่วยต่อลมหายใจทีวีดิจิทัลคือการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ผนวกกับแขนขาในสำนักงาน กสทช.หามาตรการมาผ่อนหนักเป็นเบาให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล
การช่วยเหลือของ คสช.เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2559 ในการผ่อนผันจ่ายเงินงวดที่ 4 และช่วยจ่ายค่าโครงข่ายมัสแคร์รี่ 100% ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2559-ธ.ค. 2562 แต่ทีวีดิจิทัลก็ยังดูร่อแร่ คสช.ต้องใช้มาตรา 44 มาช่วยครั้งที่สองในปี 2560 ด้วยการสั่งให้ กสทช.สนับสนุนค่าโครงข่ายกระจายสัญญาณ หรือมักซ์ 50% ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2561-มิ.ย. 2563
แต่ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ทีวีดิจิทัลดีขึ้น เมื่อเม็ดเงินโฆษณามาจากเค้กก้อนเดิมที่ไม่ได้ขยายตัวมากขึ้นตามจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่เบ่งบานมากมายเหมือนที่เคยฝันหวานก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันโลกออนไลน์หรือ OTTอย่างเฟซบุ๊ก ยูทูปได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะคอนเทนต์ที่สามารถเลือกชมที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรำคาญโฆษณาหรือการขายของระหว่างรายการ ทำให้ช่องทีวีดิจิทัลที่ขาดทุนก็ยังขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับตัวด้วยการนำช่องลงในช่องทางออนไลน์แล้วก็ตาม
จึงกลายเป็นที่มาของการใช้มาตรา 44 ในการช่วยเหลือครั้งที่สาม คือการเปิดให้คืนใบอนุญาต โดยได้รับเงินชดเชย เป็นการแก้ปัญหาทีวีดิจิทัลด้วยการใช้เงินจากการจัดสรรคลื่น 700 MHz ที่โยกจากฝั่งทีวีให้ด้านโทรคมนาคมเพื่อให้บริการ 5G ในที่นี้คือ 3 โอเปอเรเตอร์มือถือที่ต้องเข้ารับการจัดสรรคลื่น 700 MHz เพื่อแลกกับการยืดเวลาชำระค่าคลื่น 900 MHz ที่ค่ายมือถือบางรายมีปัญหาขั้นโคม่ารุนแรงหนักในการหาเงินมาชำระค่าคลื่น เป็นการแก้ปัญหา 2 อุตสาหกรรมที่ถือว่าชนะทั้งคู่ และถ้าหรี่ตามองก็ถือว่ารัฐไม่ได้เสียประโยชน์
วันที่ 10 พ.ค. 2562 จึงเป็นวันที่ปิดฉากทีวีดิจิทัลจำนวน 7 ช่อง เป็นการสูญพันธุ์ช่องเด็กและแฟมิลีที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนวาดหวังว่าการกำหนดช่องให้มีประเภทรายการที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดี แต่อาจขาดมุมมองด้านธุรกิจ ทำให้ต้องคืนช่องในที่สุด
โดยช่องดิจิทัลทั้ง 7 ประกอบด้วย 1. ไบรท์ทีวี (ช่อง 20) ได้ชำระค่าใบอนุญาตไปแล้ว 748 ล้านบาท, 2. วอยซ์ทีวี (ช่อง 21) ชำระค่าใบอนุญาตไปแล้ว 764 ล้านบาท, 3. MCOT family (ช่อง14) ชำระค่าใบอนุญาตไปแล้ว 393 ล้านบาท, 4. สปริงนิวส์ (ช่อง 19) ชำระค่าใบอนุญาตไปแล้ว 878.5 ล้านบาท, 5. สปริง 26 (NOW ช่อง 26) ชำระค่าใบอนุญาตไปแล้ว 1,271 ล้านบาท (เดิมบริษัทบางกอกบิสซิเนสบรอดแคสติ้ง), 6. ช่อง 3 family (ช่อง 13) ชำระค่าใบอนุญาตไปแล้ว 396 ล้านบาท และ 7. ช่อง 3SD (ช่อง 28) ชำระค่าใบอนุญาตไปแล้ว 1,308.5 ล้านบาท เหลือทีวีดิจิทัลเพียง 15 ช่องที่ไม่เหลือช่องรายการประเภทเด็กเลย ยิ่งตอกย้ำความคิดในการแบ่งประเภทรายการของ กสทช.ที่ผิดพลาดเข้าไปอีก
แหล่งข่าวในวงการให้ความเห็นว่า ข้อผิดพลาดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลมีด้วยกัน 2 ส่วนหลักๆ คือ 1. การที่ผู้ประกอบการประเมินอุตสาหกรรมโทรทัศน์ผิดพลาดไป คิดว่าเม็ดเงินโฆษณาจะเติบโตขึ้นตามจำนวนช่องทีวีที่เพิ่มขึ้น แต่กลายเป็นว่าอุตสาหกรรมทีวีถูกดิจิทัลเข้ามาดิสรัปชัน จากการมาของช่องทางออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย และผู้ให้บริการ OTT ต่างๆ จนทำให้เม็ดเงินที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ทีวีดิจิทัลถูกปรับเปลี่ยนไป
2. การดำเนินงานที่ผิดพลาดของ กสทช. ในการทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงช่องทีวีดิจิทัล เพราะด้วยมาตรการแจกกล่องทีวีดิจิทัลที่ล่าช้าทำให้ประชาชนเข้าถึงได้น้อย เมื่อจำนวนคนเข้าถึงน้อย ยอดคนดูไม่เพิ่ม วัดเรตติ้งไม่ได้ ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถหารายได้จากโฆษณา
*** รัฐไม่เสียหาย
อย่างไรก็ตาม การให้คืนใบอนุญาตและการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น ฐากรกล่าวว่า ทางสำนักงาน กสทช.ประเมินค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจทีวีดิจิทัล 7 ช่องว่าจะใช้เงินประมาณ 3,800 ล้านบาท ยังไม่รวมการหักค่าใช้จ่ายหากผู้ประกอบการมีกำไร และหักค่าใบอนุญาตงวดที่ สำหรับผู้ประกอบการที่ขอยืดการชำระเงิน ซึ่งจะนำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) มาจ่ายก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยนำเงินที่ได้จากการจัดสรรคลื่น 700 MHz มาคืน
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการประมูลคลื่น 700 MHz คาดว่าจะได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถนำมาใช้จ่ายตามประกาศมาตรา 44 ที่จะต้องจ่ายค่ามักซ์อีก 9.5 ปีข้างหน้าราว 1.8 หมื่นล้านบาท ค่าใบอนุญาตงวดที่ 5-6 ราว 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการมีการยื่นขอคืนช่องทีวีดิจิทัลถึง 7 ช่อง ก็ย่อมทำให้ กสทช.จะสามารถลดค่าใช้จ่ายมักซ์ลงได้ ซึ่งเงินจำนวนที่ลดลงนี้จะใกล้เคียงกับเงินที่ต้องนำมาชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอยู่แล้ว
*** โลกเปลี่ยนทีวีไม่ปรับ
เขาอธิบายต่อว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องเหลือเพียง 15 ช่องนั้น เกิดจากการที่โลกดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะการมาของ 3G และ 4G ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงคอนเทนต์จากผู้ประกอบการ OTT ได้ และจะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นไปอีกเมื่อ 5G เข้ามาถึงในอนาคตอันใกล้
ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายที่แบกภาระขาดทุนเป็นหมื่นล้านบาท ตลอดช่วงการประกอบธุรกิจที่ผ่านมา ตัดสินใจขอคืนช่องทีวีดิจิทัล เพื่อหันไปให้ความสำคัญต่อการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพมากขึ้น ส่วนในอนาคต ถ้ามีช่องทีวีดิจิทัลที่ไปต่อไม่ไหว ทาง กสทช.ก็จะไม่มีมาตรการช่วยเหลือต่อแล้ว เพราะตอนนี้ดำเนินการเท่าที่ช่วยได้หมดทุกช่องทางแล้ว


