xs
xsm
sm
md
lg

GULF รุกธุรกิจ LNG ในโอมาน ยันฐานะเงินแกร่งพร้อมลุย 2 โครงการ EEC

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ เบนเข็มลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศหลังร่างแผน PDP2018 มีโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่น้อย เผยขณะนี้ศึกษาลงทุนธุรกิจก๊าซแอลเอ็นจีในโอมานนอกเหนือจากธุรกิจไฟฟ้าโดยเฉพาะแอลเอ็นจี เทอร์มินัลเพื่อส่งออก พร้อมยันมีเงินทุนเพียงพอหากคว้า 2 โครงการทั้งมาบตาพุด เฟส 3 และโครงการแหลมฉบังเฟส 3

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการทบทวนแผนการลงทุนใหม่หลังจากร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2561-2580 (PDP 2018) ออกมา พบว่าโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในไทยเกิดได้ลำบาก และการเกิดโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ไอพีพี) ยังไม่มีในเร็ววัน เว้นแต่ช่วงระยะสั้นที่อาจเห็นโรงไฟฟ้าใหม่ภาคตะวันตก 1-2 พันเมกะวัตต์ โดยร่างแผน PDP 2018 เห็นโอกาสการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงไม่ได้มีการศึกษาการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทย แต่มองโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านแล้วขายไฟกลับมาในไทย

“ตามแผน PDP 2018 บริษัทผลิตไฟฟ้าถ้าลงทุนอยู่ในไทยโอกาสเติบโตยาก ดังนั้นต้องไปลงทุนในต่างประเทศ โดยจะต้องลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงที่บริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยกัลฟ์ฯ จะเลือกการลงทุนโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดี จึงได้เข้าการลงทุนโรงไฟฟ้าในเวียดนามและโอมาน ซึ่งแต่ละปีบริษัทจะใช้เงินลงทุนรวมเงินกู้ราวปีละแสนล้านบาท”

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนในลาวหลายโครงการ เพื่อขายไฟกลับเข้ามาในไทย โดยจะเลือกลงทุนโครงการที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

บริษัทยังเตรียมพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังลม กำลังผลิต 300-400 เมกะวัตต์ในประเทศเวียดนาม และมองการลงทุนโรงไฟฟ้าอื่นๆ เพิ่มเติม จากปัจจุบันมีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามที่มีการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 118.5 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทได้ลงทุนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซฯ ในโอมาน ขนาดกำลังผลิต 326 เมกะวัตต์ในนิคมฯ คาดว่า COD ปี 2563-65 ซึ่งเชื่อว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้าโอกาสที่เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเป็นหลายพันเมกะวัตต์ เนื่องจากมีแหล่งก๊าซฯ เพื่อพัฒนาโรงงานปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันในอนาคต โดยบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในโอมานด้วย โดยเฉพาะการลงทุนคลังแอลเอ็นจีเพื่อส่งออก (แอลเอ็นจีเทอร์มินัล) คาดว่าจะถือหุ้น 20-25% ธุรกิจน้ำ รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังลมในโอมานด้วย

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุนช่วง 6 ปี (ปี 62-67) เติบโตเฉลี่ยปีละ 20.3% หลังจะเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ครบทุกโรงไฟฟ้าที่มีใน 3 ประเทศ จำนวน 33 โครงการ กำลังการผลิตตามสัดส่วนร่วมทุน 6,721 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตที่ COD แล้ว 2,448 เมกะวัตต์และสิ้นปีนี้จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 2,673 เมกะวัตต์

นายสารัชถ์กล่าวถึงการจับมือกับกลุ่ม ปตท.ยื่นประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ในพื้นที่โครงการ EEC ว่า บริษัทมีความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนเพียงพอที่จะลงทุนทั้ง 2 โครงการดังกล่าวหากชนะการประมูล โดยบริษัทจะถือหุ้นในโครงการแหลมฉบัง ระยะ 3 ราว 30-40% ขณะที่โครงการมาบตาพุด ระยะ 3 ถือหุ้นใหญ่ 70%

สำหรับภาคเอกชนจะใช้เงินลงทุนทั้ง 2 โครงการราว 6-7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการมาบตาพุด เฟส 3 ทำแอลเอ็นจีเทอร์มินัล 2 หมื่นล้านบาท และถมทะเล 1 หมื่นล้านบาท โครงการท่าเทียบเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 เงินลงทุน 2-3 หมื่นล้านบาท

“โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 จะช่วยประหยัดค่าขนส่งเพราะท่าเรือแหลมฉบังเฟส 1 และ 2 รองรับเรือขนาดหมื่นตัน แต่แหลมฉบัง เฟส 3 รองรับเรือขนาดแสนตันทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายดับเบิลแฮนดิ้งที่สิงคโปร์ และการมี ปตท.เข้ามาร่วมลงทุนช่วยเพิ่มความมั่นใจให้โครงการ”

นายสารัชถ์กล่าวว่า ที่คณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ได้อนุมัติให้บริษัทเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการ Mekong ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในเวียดนาม ผ่านบริษัท Gulf International Holding Pte. Ltd. (GIH) จาก 49% เป็น 95% โดยจะชำระค่าหุ้นที่ราคาพาร์เป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ

โครงการ Mekong ตั้งอยู่ที่ตำบล Binh Dai จังหวัด Ben Tre ประเทศเวียดนาม มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้นประมาณ 340 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล (Offshore Wind Farm) ขนาด 310 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 30 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ คณะกรรมการยังอนุมัติให้บริษัทจัดตั้งบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท แบงค็อก สมาร์ท เอ็นเนอร์จี จำกัด (BSE) โดย GULF จะถือหุ้นทั้ง 100% ของทุนจดทะเบียน เพื่อดำเนินโครงการระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้า และระบบผลิตน้ำเย็นแบบรวมศูนย์ให้แก่โครงการ One Bangkok โดยบริษัทมีแผนจะร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจดังกล่าว ภายหลังจากการร่วมทุนกับพันธมิตรแล้วสัดส่วนการถือหุ้นใน BSE จะลดลงเหลือ 33%


กำลังโหลดความคิดเห็น...