xs
xsm
sm
md
lg

ก.อุตฯ จ่อประกาศห้ามตั้ง-ขยาย รง.เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตใน 5 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมประกาศห้ามตั้งและขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตในเวลา 5 ปีเร็วๆ นี้ หลัง ครม.ไฟเขียวหลักการร่างประกาศแล้วก่อนกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใหม่สกัดตั้งโรงงานนำเครื่องจักรเก่ามาใช้ พร้อมปลดล็อกระยะห่างโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบเอื้อลงทุน Bio Economy



นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรักษาการ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมาได้อนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ทุกขนาดทุกท้องที่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เป็นเวลา 5 ปี เพื่อให้ผู้ผลิตปรับตัวและเข้าสู่ภาวะสมดุลจากปัจจุบันที่ผู้ผลิตในประเทศมีกำลังผลิตส่วนเกินสะสมจนทำให้หลายรายต้องหยุดกิจการ
               
“ขณะนี้ผู้ผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตในประเทศมีอัตรากำลังผลิตทั้งหมด 9 ล้านตัน แต่ใช้กำลังผลิตเพียง 2-3 ล้านตัน หรือ 35-45% ทำให้เกิดขาดทุนและปิดกิจการ จึงกำหนดที่จะไม่ให้ใบอนุญาตกับโรงงานใหม่ใน 5 ปีเพื่อให้ผู้ผลิตไทยปรับตัวเร่งพัฒนาเทคโนโลยี และจากนั้นจะมีการร่างประกาศมาตรฐานมลพิษโรงงานเหล็กทั้งหมดเพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายสมชายกล่าว

อย่างไรก็ตาม การประกาศห้ามหรือขยายจะครอบคลุมเฉพาะเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตเท่านั้น ส่วนเหล็กอื่นที่คุณภาพสูงและใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ จะไม่ครอบคลุม เช่น เหล็กเพลา เหล็กลวด เหล็กรูปพรรณที่ขึ้นรูปรีดร้อน และขึ้นรูปรีดเย็น นอกจากนี้ยังไม่บังคับใช้กับผู้ประกอบการที่ได้ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน/ขยายโรงงานหรือขอใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA หรือ EHIA) ก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศลงนามได้ในเร็วๆ นี้

“การกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องการกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กเสริมคอนกรีต โดยกำหนดค่ามลพิษทางอากาศก็จะทำให้ผู้ที่จะลงทุนตั้งโรงงานใหม่ต้องปฏิบัติตามนี้ ซึ่งยอมรับว่าแนวทางนี้จะป้องกันการตั้งโรงงานใหม่แล้วนำเครื่องจักรล้าสมัยก่อมลพิษเข้ามา” นายสมชายกล่าว
               
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบการแก้ไขประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง การให้ตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2559 โดยสาระสำคัญหลักคือการให้ยกเว้นการตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในทุกที่ในไทยสามารถขออนุญาตตั้งโรงงานได้แม้ในกรณีที่พื้นที่ที่จะขอตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบจะมีระยะห่างจากเขตโรงงานน้ำตาลที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานไม่ถึง 50 กิโลเมตรก็ตามเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Economy) ปี พ.ศ. 2561-70  
“เราปลดล็อกระยะห่างให้โรงงานที่จะตั้งใหม่ที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบการผลิตที่ไม่ใช่โรงงานน้ำตาล อาทิ การผลิตเอทานอล อุตสาหกรรมชีวภาพ ให้มีระยะห่างจากโรงงานน้ำตาลในพื้นที่เดิมได้ที่ไม่ต้องถึง 50 กม.แต่ต้องได้รับอนุมัติจากโรงงานเดิมในพื้นที่นั้นก่อน เพราะขณะนี้มีผู้พร้อมลงทุนอยู่แล้วทั้งนครสวรรค์ ขอนแก่น กำแพงเพชร โดย จ.นครสวรรค์จะมีเกษตรไทยอุตสาหกรรมน้ำตาล ร่วมกับกลุ่ม ปตท. ส่วนขอนแก่นก็จะมีกลุ่มมิตรผล” นายสมชายกล่าว
               
นายสมชายกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ครม.อนุมัติเห็นชอบผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อทำการเหมืองแร่ ใน 8 โครงการทำเหมืองหินเพื่อการก่อสร้างเพื่อป้องกันการขาดแคลนคิดเป็นพื้นที่ 1.4 หมื่นไร่ คิดเป็นมูลค่าแร่กว่า 1.69 แสนล้านบาท โดยเป็นการต่ออายุประทานบัตรในพื้นที่เดิม เช่น บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง บมจ.ภูมิใจไทยซีเมนต์ บ.น่ำเฮงศิลา บมจ.ปูนซิเมนต์ เอเชีย บ.หินอ่อน ห้างหุ้นส่วนจำกัด วังศิลา บ.ศิลาอารี เป็นต้น