xs
xsm
sm
md
lg

“ข้าวหงษ์ทอง”ปรับแผนขยายตลาดล่างปี62 ข้าวถุง3หมื่นล.ราคาพุ่ง30%คนซื้อน้อยลง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน360 – ตลาดรวมข้าวถุง 30,000 ล้านบาท ยังเหนื่อย สถานการณ์ไม่ดี ราคาขยับขึ้นสูงกว่า 30% คนกินข้าวลดลง เข้าสู่ยุคเอจจิ้งโซไซตี้ด้วย ด้าน”ข้าวหงษ์ทอง” ปรับแผนตลาดปี62 หันขยายลุยตลาดระดับล่างเสริมทัพ ส่งสินค้าใหม่ลุยตลาด พร้อมงบ 20 ล้านบาท อัพเกรดทั้งระบบ ซื้อหุ่นยนต์ใช้งานแพคเกจจิ้ง

นายกัมปนาท มานะธัญญา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวแบรนด์ “ข้าวหงษ์ทอง” เปิดเผยว่า ในปีหน้า(2562) แนวโน้มของสถานการณ์ตลาดข้าวถุงคาดว่า จะยังคงไม่ดีเหมือนเช่นในปีนี้ ซึ่งเห็นสัญญาณตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพราะราคาข้าวยังคงสูงอยู่ ทั้งๆที่เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวปกติแล้วราคาจะไม่สูง อีกทั้งผู้ประกอบการก็มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงด้วย

โดยขณะนี้ข้าวถุงราคาเฉลี่ย 239 – 249 บาทต่อถุงขนาด5กิโลกรัม แล้ว จากต้นปีที่อยู่ในระดับ 185 – 195 บาทต่อถุงขนาด 5 กิโลกรัม ซึ่งราคาขยับขึ้นสูงมาก และมีแนวโน้มจะขยับขึ้นต่อเนื่องด้วย ปัญหาที่ตามมาคือ ตลาดผู้บริโภคในระดับกลางที่กำลังซื้อเริ่มลดลง ก็จะหันมาบริโภคข้าวถุงในตลาดระดับล่างที่มีราคาต่ำกว่ามากขึ้น เพราะเป็นฐานตลาดที่ใหญ่ ทั้ง ข้าวขาว และข้าวหอมผสม เป็นต้น ซึ่งตลาดรวมข้าวถุงแบ่งเป็น ตลาดหลักคือ ข้าวหอมมะลิ สัดส่วน 50% ตลาดกลางคือ ข้าวข้าว เป็นหลัก สัดส่วน 40% และตลาดล่างคือ ข้าวหอมผสมเป็นหลัก สัดส่วน 75% และที่เหลือเป็นข้าวอื่นๆ





นอกจากนั้น ยังเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว มากขึ้นภายในไม่กี่ปีนี้ เพราะคนไทยที่เกิดในยุคเบบี้บูม ขณะนี้อายุก็จะประมาณ 50 ปีขึ้นทั้งนั้น ซางคาดว่ามีมากถึง 50% ของจำนวนประชากรไทย จะยิ่งส่งผลให้การบริโภคข้าวลดน้อยลงไปด้วย เนื่องจาก คนสูงอายุจะทานในปริมาณที่น้อยลง อีกทั้งต้องพึ่งพาอาหารอื่นมากัน ทำให้ตลาดข้าวก็ลดลงไปด้วย

ทั้งนี้ตลาดรวมข้าวถุงในไทยปี2561 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 30,000 กว่าล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ช่องทางหลักคือ โมเดิร์นเทรด และเทรดดิชันนัลเทรด ใกล้เคียงกันที่ 50% เติบโตไม่มากนักประมาณ 4-5% ใกล้เคียงกับข้างถุงหงษ์ทองของบริษัทฯที่มีการเติบโตช่วง 11 เดือนแรกปีนี้ที่ 4% และทั้งปีคงจะโตเท่าเคียงกัน

สำหรับในปีหน้า (2562) บริษัทฯมีแผนที่จะขยายตลาดข้าวถุงลงมาเล่นในตลาดระดับล่าง เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่มากและแม้ว่าราคาจำหน่ายในตลาดระดับล่างนี้จะต่ำกว่า ดลาดบน แต่มองในแง่ของปริมาณจะจำหน่ายได้มากกว่าโดยจะขยายใน 2 กลุ่มข้าวคือ ข้าวหอมผสม และข้าวขาว ซึ่งเริ่มทดลองตลาดปีนี้ และจะทำตลดจริงจังในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทฯยอมรับว่า การออกสินค้าใหม่ที่ช้าเกินไปประมาณไตรมาสที่สามและสี่ ทำให้ยอดขายยังไม่มาก แต่ก็จะส่งผลดีคือยอดขายเต็มที่ในปีหน้า โดยได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในกล่มข้าวเพื่อสุขภาพ คือ ข้าวกล้องหอใใหม่ขนาด 5 กิโลกรัม กับข้าวกล้องซูเปอร์ไรซ์ ขนาด 1 กิโลกรัม



นอกจากนี้ในปีหน้า เตรียมการลงทุนด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น, การจัดการระบบแพ็คกิ้งและการจัดส่งเพื่อรองรับการเติบโตที่จะเพิ่มมากขึ้น และยังต่อยอดแผนในปีนี้อย่างการจัดการระบบบริหาร Logistic เข้ามาช่วยลดต้นทุน รวมไปถึงในส่วนของการผลิตที่เปิดสายการผลิตใหม่นำเครื่องจักร Robot มาใช้เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และใช้ในการบรรจุข้าวลงถุง ซึ่งจะมีการแยกแพ็คที่หลากหลายตามความต้องการของโมเดิร์นเทรด ไม่ว่าจะแพ็ค 3 ถุง แพ็ค4ถุง แพ็ค5ถุง หรืออื่นๆ คาดว่าจะต้องซื้อประมาณ 4 ตัว จากเดิมมีหุ่นยนต์ใช้งานแล้ว 4 ตัว เพื่อนำมาใช้กับโรงสีที่ ร้อยเอ็ด กับศรีษะเกษ เป็นหลัก ด้านบุคลากร เราจะไม่มีการลดจำนวนพนักงาน แต่ก็ไม่ได้มีแผนรับพนักงานเพิ่มเช่นกัน ซึ่งเราคาดว่าการเตรียมความพร้อมในปี 2562 จะใช้งบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท

นายกัมปนาท กล่าวต่อว่า กว่า 10 เดือนของปี 2561 ที่ผ่านมา ข้าวหงษ์ทองได้เดินหน้าเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มข้าวเพื่อสุขภาพ คือ ข้าวกล้องหอมใหม่ขนาด 5 กิโลกรัมและข้าวกล้อง Zuper Rice ขนาด 1 กิโลกรัม ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากราคาข้าวปีนี้สูงขึ้นมากจากปีที่ผ่านมาราวๆ 20-25% จึงทำให้การเติบโตด้านปริมาณเพิ่มเล็กน้อย ในส่วนของกำไรมีสัดส่วนที่ลดลง ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้

ข้าวหงษ์ทองจึงได้เร่งเดินแผนการตลาดสู้กับคู่แข่งในตลาดช่วงไตรมาสที่ 4 ด้วยการใช้ผลผลิตสำคัญจากโครงการหงษ์ทองนาหยอดอย่าง ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู 100% Limited Edition เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตลาด โดยอาศัยปัจจัยด้านคุณภาพจากเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ที่ได้ชื่อว่าเป็น ข้าวที่อร่อยที่สุด หอมที่สุด และนุ่มที่สุดเป็นจุดขาย ที่สำคัญข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดูนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีจำนวนจำกัดและวางจำหน่ายเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น จึงถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะสร้างความสนใจให้กลุ่มผู้บริโภค พร้อมดึงกำลังซื้อจากลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย



สำหรับ ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู 100% Limited Edition วางแผนจำหน่ายเพียง 2 เดือนเท่านั้น คือในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม เปิดตัวครั้งแรกในปี 2560 และได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม มียอดสั่งซื้อเข้ามาจนสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ดังนั้นข้าวหงษ์ทองจึงได้วางแผนเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว จากในปี 2560 เราทำออกมา 200,000 ถุง และในปี 2561 นี้ เราได้ทำการผลิตออกมาถึง 400,000 ถุง พร้อมทั้งเพิ่มกิจกรรมทางการตลาด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งการจัดกิจกรรม ณ จุดขายที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อได้ในราคาโปรโมชั่น และยังเพิ่มช่องทางออนไลน์อย่าง Shopee และ Lazada เป็นทางเลือกใหม่อีกด้วย ซึ่งในแคมเปญ “เทศกาล 11:11” ที่ผ่านมา ข้าวหงษ์ทองมียอดขายข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดูวันเดียวมากกว่า 15,000 ถุง และยังมียอดขายที่ดีต่อเนื่องมาถึงวันนี้

ข้อจำกัดเดียวของ ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู 100% Limited Edition คือมีสินค้าไม่พอต่อความต้องการของผู้บริโภค เนื่องด้วยเหตุผลด้านช่วงเวลา ที่เก็บเกี่ยวได้เพียงปีละ 1 ครั้ง พื้นที่โครงการที่จำกัด ประกอบกับการคัดเฉพาะผลผลิตที่มีคุณภาพเท่านั้น ซึ่งในปี 2562 ข้าวหงษ์ทองได้วางแผนเพิ่มผลผลิต ด้วยการแสดงตัวเลขผลผลิตที่มากขึ้น และราคาข้าวที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรตัดสินใจที่จะเข้าร่วมโครงการนาหยอดเพิ่มขึ้น จนสามารถเพิ่มกำลังการผลิตข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดูให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน โดยในปีหน้า เราวางแผนว่าพื้นที่ในโครงการหงษ์ทองนาหยอดจะมีเพิ่มขึ้นจาก 40,000 ไร่ เป็น 60,000 ไร่ บนพื้นที่ในจังหวัดอุบลราชธานี, ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ



นายกัมปนาท กล่าวต่อว่า ในปี2561นี้ตลาดออนไลน์ของข้าวหงษ์ทองถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างมาก จากการเติบโตขึ้นจากปี 2560 มากกว่า 500% ทำให้เราวางแผนขยายช่องทางตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้นในปี 2562

“สถานการณ์ของตลาดข้าวถุงโดยรวมจะยังมีราคาที่ไม่นิ่ง โดยในปีหน้าเราคาดว่าราคาต้นทุนข้าวหอมมะลิจะยังไม่ลดลง ซึ่งมีภาพรวมใกล้เคียงกับปีนี้หรืออาจมีบางช่วงที่ราคาสูงกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งสถานการณ์นี้จะทำให้ตลาดข้าวถุงเติบโตไม่มาก ซึ่งปกติแล้วก็เติบโตปีละไม่เกิน 5% อีกทั้งดึงให้ราคาข้าวอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นปีหน้าคาดว่าตลาดข้าวบรรจุถุงน่าจะแข่งขันกันที่ข้าวเกรดรอง เพราะกำลังซื้อของลูกค้ายังมีแนวโน้มปกติ ไม่ดีไม่แย่ไปกว่าเดิม จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เราวางเป้าหมายในปี 2562 เพิ่มขึ้นจากเดิม 5% หรือมูลค่ายอดขายรวม 2,500 ล้านบาท จากการเพิ่มสินค้าทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภค จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้รวมในประเทศ 2,000 ล้านบาท” นายกัมปนาท กล่าว



กำลังโหลดความคิดเห็น...