การบินไทยและแอร์บัสแจงเหตุการณ์ระทึก ปลายปีกแอร์บัส เอ 380 เฉี่ยวชนผนังโรงซ่อมเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นความผิดพลาดในการสื่อสารทางภาคพื้น พูดแปลกๆ แค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไหนในโลกก็เกิดขึ้นได้ ด้าน "ดีดีบินไทย" ยอมรับโรงซ่อมเครื่องบินยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เตรียมทบทวนเพื่อหาทางแก้ไข
วานนี้(1 ก.ย.) กัปตันเทอร์รี ลุทซ์ นักบินทดสอบเครื่องบินแอร์บัส เอ380 เที่ยวที่เกิดเหตุชนกับโรงซ่อมที่สุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะรถลากเครื่องบินกำลังดันเครื่องบินเข้าสู่ทางขับ (แท็กซี่เวย์) และปัญหาน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการสื่อสารทางภาคพื้น แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ให้บริการภาคพื้นหรือไม่ โดยระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่มีผลต่อความปลอดภัยและศักยภาพทางการบิน เนื่องจากปลายปีกเครื่องบินส่วนที่เสียหาย ซึ่งถูกถอดออกก่อนที่จะทำการเดินทางต่อนั้น เป็นชิ้นส่วนสำหรับลดแรงต้านทานของเครื่องบิน ซึ่งจะช่วยในการประหยัดน้ำมันเท่านั้น ไม่มีผลต่อระบบ arrow dynamic และความปลอดภัยในการเดินทาง และการถอด wing let ออกจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำมันเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล ทำให้ใช้พลังงานเชื้อเพลิงมากกว่าปกติเพียงร้อยละ 1 แต่สำหรับเที่ยวบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-เชียงใหม่ ครั้งนี้จะไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น
นายเอ็ดดูวาร์ด อูล์โม รองประธานบริหารแอร์บัส ฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แอฟริกา และสายเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าที่ใดในโลก ซึ่งถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งสำคัญคือ การเร่งแก้ปัญหา และพยายามนำผู้โดยสารเดินทางอย่างปลอดภัยให้ได้โดยเร็วที่สุด พร้อมยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การบินทดสอบเที่ยวบินในครั้งนี้ต้องล่าช้าออกไปจากกำหนด แต่ยืนยันว่า การบินทดสอบเที่ยวบินต่อไปยังประเทศเวียดนาม ฮ่องกง และเกาหลีใต้ จะยังคงเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะไม่มีชิ้นส่วน wing let ก็ตาม
ขณะที่เรืออากาศโท อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในฐานะที่เคยเป็นนักบินมาก่อน ให้ความมั่นใจว่า เที่ยวบินทดสอบนี้จะเดินทางด้วยความปลอดภัยอย่างแน่นอน เพราะชิ้นส่วนที่ถูกถอดออกไม่มีผลกระทบต่อศักยภาพการบินและความปลอดภัย ซึ่งในทางปฏิบัติทางการบิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นไมเนอร์ อินซิเดนท์ หรืออุบัติการณ์ที่ไม่มีความรุนแรง และเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหลังจากให้ช่างทำการตรวจสอบโครงสร้างต่าง ๆ ก็ไม่พบว่ามีส่วนอื่น ๆ ของเครื่องบินได้รับผลกระทบ ทำให้สามารถนำเครื่องขึ้นบินได้ตามปกติ
“จากการให้ข้อมูลของนักบิน ทำให้การบินไทยต้องกำชับเรื่องความระมัดระวังในการทำหน้าที่ของพนักงานภาคพื้น โดยเฉพาะการลากจูงเครื่องบินให้มากขึ้น พร้อมทั้งยอมรับว่า โรงซ่อมอากาศยานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไม่ได้มีการออกแบบไว้เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีฐานล้อกว้างกว่าปกติอย่างแอร์บัส เอ 380 อาจมีส่วนทำให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น”กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย ระบุ
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวด้วยว่า การบินไทยจะต้องกลับไปทบทวนว่า ปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขอย่างไร และอาจต้องมีการปรับปรุงโรงซ่อมอากาศยานไว้ เพื่อให้รองรับเครื่องบินขนาดใหญ่อย่างแอร์บัส เอ 380 ได้ในอนาคต เพราะการบินไทยได้มีการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้มาถึง 6 ลำ ซึ่งจะสามารถรับมอบลำแรกได้ประมาณปี 2553


