คาร์ฟูร์เครื่องร้อน ใส่เกียร์ห้า ผุดสาขาใหม่ 4-6 แห่งต่อปี คาด 3 ปีลงทุน 5,000 ล้านบาท ย้ำชัดประเทศไทยยังมีศักยภาพ แต่ยอมรับเป็นตลาดที่แข่งขันรุนแรงโดยเฉพาะดิสเคานท์สโตร์ ย้ำตลาดต้องเปิดเสรี แข่งขันกันในวงกว้าง ไม่ควรผูกขาดจากรายใหญ่รายเดียว ชูนิวคอนเซ็ปต์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป นำร่องที่สาขาชลบุรี พื้นที่เล็กลง แต่มีสินค้ามากขึ้น

นายฟิลิปป์ โบรยานิโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ คาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เกตในประเทศไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยแข่งขันกันรุนแรงมาก โดยเฉพาะค้าปลีกประเภทดิสเคานท์สโตร์ ในเรื่องของราคาซึ่งส่งผลให้ความภักดีในแบรนด์ หรือ รอยัลตี้แบรนด์ไม่มีแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามตลาดค้าปลีกในไทยยังมีศักยภาพอย่างมาก ดีมานด์ยังมีอยู่สูง ผู้ประกอบการทุกรายต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ที่ไม่ได้ต้องการสินค้าราคาถูกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการความหลากหลาย การบริการใหม่ๆ ความสะดวกสบาย
นอกจากนั้นแล้ว ตลาดค้าปลีกควรจะเป็นตลาดที่เปิดกว้างแข่งขันกันแบบเสรี ในระยะยาวของการทำธุรกิจ ไม่ควรที่จะเหลือรายใหญ่หรือผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ 1 หรือ 2 รายเท่านั้น ซัปพลายเออร์แต่ละสินค้าก็ไม่ควรเหลือไม่กี่ราย เพราะจะเป็นการผูกขาดตลาดเกินไป และจะส่งผลเสียในระยะยาว ทุกอย่างควรเป็นการค้าเสรี ต้องแข่งขันกันเพื่อดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนระบบผูกขาดตลาดโดยรายใหญ่ เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผู้บริโภค ต้องเปิดกว้างต่อการแข่งขัน
สำหรับแนวทางการทำธุรกิจจากนี้ไปของคาร์ฟูร์ จะลงทุนต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในช่วง 3 ปีนับจากนี้ จะขยายสาขาใหม่ไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 4-6 สาขาต่อปี โดยใช้งบลงทุนรวมทั้งหมดประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคาร์ฟูร์ที่แต่เดิมลงทุนเปิดสาขาใหม่เฉลี่ยเพียงแค่ 2 สาขาต่อปีเท่านั้น ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 25 สาขา ซึ่งปีหน้าคาดว่าจะเปิด 4 สาขาก็มีใบอนุญาตก่อสร้างแล้วด้วย
เขาย้ำว่า “คาร์ฟูร์จะเร่งรัดการเติบโตที่รวดเร็วขึ้น”
ทั้งนี้สาขาล่าสุดของคาร์ฟูร์ที่เพิ่งเปิดไปอยู่ที่ชลบุรี ซึ่งสาขานี้จะเป็นนิวคอนเซ็ปต์ แห่งแรก จากเดิมที่มี 2 รูปแบบคือ มาตรฐานและรูปแบบแฟล็กชิปสโตร์ (คือสาขาพระรามสี่)
นิวคอนเซ็ปต์ของคาร์ฟูร์สาขาชลบุรีนี้เกิดจากการพัฒนารูปแบบใหม่ของคาร์ฟูร์ประเทศไทยเองและเป็นที่แรกด้วย ซึ่งคาร์ฟูร์ในเอเชียด้วยกันก็มีการพัฒนารูปแบบใหม่ตลอดเวลา เพียงแต่ของประเทศไทยประสบผลสำเร็จก่อน
“เราต้องปรับตัว เราไม่สามารถอยู่กับคอนเซ็ปต์ปัจจุบันที่เน้นแต่การขายสินค้าราคาถูกอย่างเดียวได้อีกแล้ว ไม่อย่างงั้นตลาดของเราก็จะเล็กลง ส่วนแบ่งตลาดเล็กลงเรื่อยๆ และคงอยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องมีการพัฒนาคอนเซ็ปต์ใหม่ขึ้นมา เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย”
สำหรับนิวคอนเซ็ปต์สาขาที่ชลบุรีนี้ เหมือนห้างสรรพสินค้าแต่ไม่ใช่ โดยมีพื้นที่ประมาณ 6,000 กว่าตารางเมตร ซึ่งเล็กกว่าสาขาปรกติที่เฉลี่ย 10,000 ตารางเมตร แต่สาขานี้กลับมีปริมาณสินค้ามากกว่าโดยมีเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 10,000 เอสเคยู ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับรูปแบบใหม่นั่นเอง เพราะการทำธุรกิจค้าปลีกจะต้องทำยอดขายต่อตารางเมตรให้ได้ดีที่สุด
อีกทั้งยังมีสินค้าแบรนด์เนมเข้ามาร่วมวางจำหน่ายในนิวคอนเซ็ปต์นี้ด้วย ซึ่งเดิมทีซัปพลายเออร์แบรนด์เนมต่างๆไม่ค่อยมั่นใจที่จะนำสินค้าแบรนด์เนมเข้ามาขายในดิสเคานท์สโตร์เพราะเกรงจะเสียภาพลักษณ์ ซึ่งตรงนี้คาร์ฟูร์ได้พยายามประสานงานและทำงานร่วมกันกับทางซัปพลายเออร์ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีสินค้าแบรนด์เนมเข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว
แต่ยอมรับเป็นแบรนด์เนมแบบเซคคัลแบรนด์ เช่น เดอบองของสหพัฒน์ ที่แตกออกมาจากแบรนด์อองฟอง หรือเอสบีเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งล่าสุดแบรนด์อาดิดาสก็เตรียมที่จะเข้ามาวางจำหน่ายในสาขาเพชรเกษมเป็นสาขาแรก หรือแม้แต่สินค้านำเข้าเช่น ลูมินาค เป็นจานชาม เป็นต้น ก็มีจำหน่าย ตลอดจนสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องสำอาง สกินแคร์ สินค้าที่มีความหลากหลายมากกว่าสินค้าอาหาร โดยคาดว่าสัดส่วนสินค้าอาหารและไม่ใช่อาหาร ประมาณ 50-50% เท่ากัน ทั้งที่ปรกติแล้วสินค้าอาหารจะมีประมาณ 65% และไม่ใช่อาหาร 35% ในดิสเคานท์สโตร์ทั่วไป
นายฟิลิปป์กล่าวว่า คาร์ฟูร์เตรียมที่จะนำโมเดลนี้ไปปรับใช้กับสาขาเดิมทุกแห่ง คาดว่าภายในสิ้นปีหน้าจะดำเนินการรีโนเวทได้ครบหมดโดยใช้งบประมาณ 15 ล้านบาทต่อสาขา ส่วนสาขาใหม่ก็จะเปิดเป็นนิวคอนเซ็ปต์ทั้งหมดและมีพื้นที่เฉลี่ย 4,000-6,000 ตารางเมตรซึ่งสาขาต่อไปจะเปิดที่ถนนพระรามสอง ขนาดพื้นที่ 4,000 ตาราเมตรเป็นสาขาแรก
ขณะเดียวกันในแง่ของการบริหารได้มีการเปิดกว้างมากขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปีมีผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เป็นคนไทยเข้ามาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งในระดับ ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ เช่นฝ่าย เอชอาร์ ฝ่ายขยายสาขา ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ฝ่ายเมอร์ชันไดส์ เป็นต้น
ล่าสุดคาร์ฟูร์จัดงาน “ก้าวไปสู่วันใหม่ร่วมกัน” ในวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นการพบปะบรรดาซัปพลายเออร์ที่ร่วมงานกันมาทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่คาร์ฟูร์ได้จัดงานลักษณะนี้ขึ้นมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์กัน
นายฟิลิปป์ โบรยานิโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ คาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เกตในประเทศไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยแข่งขันกันรุนแรงมาก โดยเฉพาะค้าปลีกประเภทดิสเคานท์สโตร์ ในเรื่องของราคาซึ่งส่งผลให้ความภักดีในแบรนด์ หรือ รอยัลตี้แบรนด์ไม่มีแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามตลาดค้าปลีกในไทยยังมีศักยภาพอย่างมาก ดีมานด์ยังมีอยู่สูง ผู้ประกอบการทุกรายต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ที่ไม่ได้ต้องการสินค้าราคาถูกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการความหลากหลาย การบริการใหม่ๆ ความสะดวกสบาย
นอกจากนั้นแล้ว ตลาดค้าปลีกควรจะเป็นตลาดที่เปิดกว้างแข่งขันกันแบบเสรี ในระยะยาวของการทำธุรกิจ ไม่ควรที่จะเหลือรายใหญ่หรือผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ 1 หรือ 2 รายเท่านั้น ซัปพลายเออร์แต่ละสินค้าก็ไม่ควรเหลือไม่กี่ราย เพราะจะเป็นการผูกขาดตลาดเกินไป และจะส่งผลเสียในระยะยาว ทุกอย่างควรเป็นการค้าเสรี ต้องแข่งขันกันเพื่อดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนระบบผูกขาดตลาดโดยรายใหญ่ เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผู้บริโภค ต้องเปิดกว้างต่อการแข่งขัน
สำหรับแนวทางการทำธุรกิจจากนี้ไปของคาร์ฟูร์ จะลงทุนต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในช่วง 3 ปีนับจากนี้ จะขยายสาขาใหม่ไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 4-6 สาขาต่อปี โดยใช้งบลงทุนรวมทั้งหมดประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคาร์ฟูร์ที่แต่เดิมลงทุนเปิดสาขาใหม่เฉลี่ยเพียงแค่ 2 สาขาต่อปีเท่านั้น ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 25 สาขา ซึ่งปีหน้าคาดว่าจะเปิด 4 สาขาก็มีใบอนุญาตก่อสร้างแล้วด้วย
เขาย้ำว่า “คาร์ฟูร์จะเร่งรัดการเติบโตที่รวดเร็วขึ้น”
ทั้งนี้สาขาล่าสุดของคาร์ฟูร์ที่เพิ่งเปิดไปอยู่ที่ชลบุรี ซึ่งสาขานี้จะเป็นนิวคอนเซ็ปต์ แห่งแรก จากเดิมที่มี 2 รูปแบบคือ มาตรฐานและรูปแบบแฟล็กชิปสโตร์ (คือสาขาพระรามสี่)
นิวคอนเซ็ปต์ของคาร์ฟูร์สาขาชลบุรีนี้เกิดจากการพัฒนารูปแบบใหม่ของคาร์ฟูร์ประเทศไทยเองและเป็นที่แรกด้วย ซึ่งคาร์ฟูร์ในเอเชียด้วยกันก็มีการพัฒนารูปแบบใหม่ตลอดเวลา เพียงแต่ของประเทศไทยประสบผลสำเร็จก่อน
“เราต้องปรับตัว เราไม่สามารถอยู่กับคอนเซ็ปต์ปัจจุบันที่เน้นแต่การขายสินค้าราคาถูกอย่างเดียวได้อีกแล้ว ไม่อย่างงั้นตลาดของเราก็จะเล็กลง ส่วนแบ่งตลาดเล็กลงเรื่อยๆ และคงอยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องมีการพัฒนาคอนเซ็ปต์ใหม่ขึ้นมา เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย”
สำหรับนิวคอนเซ็ปต์สาขาที่ชลบุรีนี้ เหมือนห้างสรรพสินค้าแต่ไม่ใช่ โดยมีพื้นที่ประมาณ 6,000 กว่าตารางเมตร ซึ่งเล็กกว่าสาขาปรกติที่เฉลี่ย 10,000 ตารางเมตร แต่สาขานี้กลับมีปริมาณสินค้ามากกว่าโดยมีเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 10,000 เอสเคยู ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับรูปแบบใหม่นั่นเอง เพราะการทำธุรกิจค้าปลีกจะต้องทำยอดขายต่อตารางเมตรให้ได้ดีที่สุด
อีกทั้งยังมีสินค้าแบรนด์เนมเข้ามาร่วมวางจำหน่ายในนิวคอนเซ็ปต์นี้ด้วย ซึ่งเดิมทีซัปพลายเออร์แบรนด์เนมต่างๆไม่ค่อยมั่นใจที่จะนำสินค้าแบรนด์เนมเข้ามาขายในดิสเคานท์สโตร์เพราะเกรงจะเสียภาพลักษณ์ ซึ่งตรงนี้คาร์ฟูร์ได้พยายามประสานงานและทำงานร่วมกันกับทางซัปพลายเออร์ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีสินค้าแบรนด์เนมเข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว
แต่ยอมรับเป็นแบรนด์เนมแบบเซคคัลแบรนด์ เช่น เดอบองของสหพัฒน์ ที่แตกออกมาจากแบรนด์อองฟอง หรือเอสบีเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งล่าสุดแบรนด์อาดิดาสก็เตรียมที่จะเข้ามาวางจำหน่ายในสาขาเพชรเกษมเป็นสาขาแรก หรือแม้แต่สินค้านำเข้าเช่น ลูมินาค เป็นจานชาม เป็นต้น ก็มีจำหน่าย ตลอดจนสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องสำอาง สกินแคร์ สินค้าที่มีความหลากหลายมากกว่าสินค้าอาหาร โดยคาดว่าสัดส่วนสินค้าอาหารและไม่ใช่อาหาร ประมาณ 50-50% เท่ากัน ทั้งที่ปรกติแล้วสินค้าอาหารจะมีประมาณ 65% และไม่ใช่อาหาร 35% ในดิสเคานท์สโตร์ทั่วไป
นายฟิลิปป์กล่าวว่า คาร์ฟูร์เตรียมที่จะนำโมเดลนี้ไปปรับใช้กับสาขาเดิมทุกแห่ง คาดว่าภายในสิ้นปีหน้าจะดำเนินการรีโนเวทได้ครบหมดโดยใช้งบประมาณ 15 ล้านบาทต่อสาขา ส่วนสาขาใหม่ก็จะเปิดเป็นนิวคอนเซ็ปต์ทั้งหมดและมีพื้นที่เฉลี่ย 4,000-6,000 ตารางเมตรซึ่งสาขาต่อไปจะเปิดที่ถนนพระรามสอง ขนาดพื้นที่ 4,000 ตาราเมตรเป็นสาขาแรก
ขณะเดียวกันในแง่ของการบริหารได้มีการเปิดกว้างมากขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปีมีผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เป็นคนไทยเข้ามาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งในระดับ ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ เช่นฝ่าย เอชอาร์ ฝ่ายขยายสาขา ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ฝ่ายเมอร์ชันไดส์ เป็นต้น
ล่าสุดคาร์ฟูร์จัดงาน “ก้าวไปสู่วันใหม่ร่วมกัน” ในวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นการพบปะบรรดาซัปพลายเออร์ที่ร่วมงานกันมาทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่คาร์ฟูร์ได้จัดงานลักษณะนี้ขึ้นมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์กัน


