ทิก้าเตรียมส่งหนังสือเทียบเชิญ ผอ.สสปน.นั่งรองนายกสมาคมฯ กัดฟันคุยปีนี้ตลาดไมซ์ยังสดใส หากรัฐควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยลบได้ ระบุถึงสิ้นปีตั้งเป้านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไว้ที่ 1 ล้านคน เล็งบุกตลาด จีน อินเดีย จับลูกค้ากลุ่มประชุมสัมมนา ลดความเสี่ยง ด้าน ผอ.สสปน.เผย ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดในทิก้า หวั่นทำงานไม่คล่องตัว
นายโอภาส เนตรอำไพ อุปนายก สมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ หรือ ทิก้า (TICA) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ ซึ่งมีนางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ในฐานะนายกสมาคมฯเป็นประธาน มีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะทำหนังสื่อไปยัง สสปน. เพื่อเชิญ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.(TCEB) เข้ามานั่งในตำแหน่งอุปนายกคนที่ 1 จุดประสงค์เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้น
นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้พิจารณาปรับแผนการทำงานของ ทิก้า ให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น โดยรูปแบบการทำงานจะเข้าไปร่วมมือกับ สสปน.ในการทำตลาด เพื่อให้การทำงานมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน แบบครบวงจร เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาชาวต่างชาติ เพราะ สสปน.เป็นองค์กรของรัฐบาล ขณะที่ทิก้า เป็นการรวมตัวของภาคเอกชน ซึ่งหากเดินทางทำเทรดโชว์ และโรดโชว์ร่วมกัน จะยิ่งเพิ่มศักยภาพด้านความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางจัดประชุมและนิทรรศการ
เล็งเจาะตลาดใหม่ใกล้บ้านลดความเสี่ยง
สำหรับแผนเทรดโชว์และโรดโชว์ปีนี้ กำหนดเดินทางไปใน 25 เมือง รวม 14 ประเทศ แบ่งเป็นงานเทรดโชว์ 8 งาน ซึ่งหลังร่วมงานเทรดโชว์ในเมืองนั้นๆ เราจะทำโรดโชว์ต่อด้วยทุกครั้ง นอกจากนั้นจะมีการโรดโชว์ เมืองที่เป็นตลาดไมซ์ประเภทประชุมสัมมนาด้วย ซึ่งตลาดใหม่ๆที่จะเป็นเป้าหมายปีนี้ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
โดยประเทศญี่ปุ่น จะเดินทางไปโรดโชว์ในเดือน มี.ค.50 ใน 3 เมืองอุตสาหกรรม เช่น นาโกย่า และ โอซาก้า เป็นต้น จะไปเชิญชวนให้เขามาจัดประชุมสัมมนาในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีการลงทุนอยู่ในประเทศไทยแล้ว ส่วน จีน และอินเดีย จะเจาะกลุ่มคอปอเรท เพราะจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้มีบริษัทเกิดใหม่จำนวนมาก และเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ มีผลประกอบการดี อยู่ในช่วงเติบโต จึงสามารถออกไปจัดประชุมหรือสัมมนาในต่างประเทศได้
“เราต้องการเจาะตลาดใหม่ๆที่อยู่ใกล้ประเทศไทย เพราะเขาสามารถตัดสินใจง่าย เพราะเสียค่าใช้จ่ายไม่สูง ประกอบกับเป็นการวางแผนแบบลดความเสี่ยงให้แก่ตลาดไมซ์ของประเทศไทย เพราะตลาดระยะใกล้ตัดสินใจเร็ว และเดินทางได้บ่อย แม้เกิดวิกฤตจะช็อคไปบ้าง แต่ก็กลับคืนโดยเร็ว”
อย่างไรก็ตามตลาดยุโรป ที่เป็นลูกค้าหลักในการจัดประชุมสัมมนาก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าให้เหนียวแน่นไว้ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ปัจจุบันทิก้ามีสมาชิกกว่า 258 ราย เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มของโรงแรม ศูนย์ประชุม และ บริษัทรับจัดงานประชุมและนิทรรศการ
นายโอภาส กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวในกลุ่มประชุมสัมมนาและการจัดนิทรรศการ(ไมซ์) ในปี 2550 มองว่าจะยังมีการเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน โดยตั้งเป้าหมายว่า ปีนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคน คิดเป็น 7% ของเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ ที่ ททท.ได้กำหนดไว้ และจะทำรายได้เข้าประเทศประมาณ 20% ของรายได้ที่ ททท.กำหนดไว้ว่าปีนี้จะมีรายได้ที่ 5.47 แสนล้านบาท
โดยปี 2549 นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์เดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 7 แสนคน คิดเป็น 5% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด สร้างรายได้เข้าประเทศ 15% ของจำนวนรายได้ทั้งหมดที่ได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะเห็นว่า ตลาดไมซ์ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวยกลุ่มไมซ์จะเข้ามาประเทศไทย คิดเป็น 2-3% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น ส่วนรายได้จะประมาณ 8-10% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
“ยอมรับว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น สถานการณ์ทางการเมือง เหตุลอบวางระเบิด และ ปัญหาโรดระบาด มีผลกับการเจรจาธุรกิจไมซ์ เพราะตรงนี้ถือเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิต และสุขภาพ แต่หากทุกอย่างรัฐบาลสามารถควบคุมได้ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้ยังสดใสต่อไป แต่ทั้งนี้ปัจจุบันธุรกิจไมซ์ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หากยืดเยื้อคงต้องมีผลกระทบบ้างอย่างแน่นอน” นายโอภาส กล่าว
สสปน.เมินนั่งบอร์ดทิก้า
ทางด้าน ร.อ.ขจิต หัพนานนท์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดกประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.(TCEB) กล่าวว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดในสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ เพราะปัจจุบันนี้แม้ไม่ได้เข้าไปเป็นบอร์ด ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ และหลายครั้งแล้วที่ สสปน. และทิก้า ได้ทำงานร่วมกัน ออกโรดโชว์ร่วมกัน ประกอบกับ ในบอร์ดของ สสปน.ก็มีระดับผู้บริหารสมาคมฯเข้าร่วมเป็นบอร์ดแล้วเช่นกัน ดังนั้นการทำงานจะสามารถเป็นไปในทิศทางเดียวกันแน่นอน
“การเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดใน ทิก้า อาจทำให้การทำงานของ สสปน.ไม่คล่องตัวก็เป็นได้ เพราะทุกวันนี้ สสปน.มีการทำงานที่คล่องตัวดีมาก และในนโยบายการทำงานเราต้องให้การสนับสนุนทิก้าอย่างเต็มที่อยู่แล้วเช่นกัน แต่หากทิก้าจะทำหนังสือเชิญเข้ามาก็ขอขอบคุณและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” ร.อ.ขจิต กล่าว
นายโอภาส เนตรอำไพ อุปนายก สมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ หรือ ทิก้า (TICA) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ ซึ่งมีนางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ในฐานะนายกสมาคมฯเป็นประธาน มีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะทำหนังสื่อไปยัง สสปน. เพื่อเชิญ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.(TCEB) เข้ามานั่งในตำแหน่งอุปนายกคนที่ 1 จุดประสงค์เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้น
นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้พิจารณาปรับแผนการทำงานของ ทิก้า ให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น โดยรูปแบบการทำงานจะเข้าไปร่วมมือกับ สสปน.ในการทำตลาด เพื่อให้การทำงานมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน แบบครบวงจร เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาชาวต่างชาติ เพราะ สสปน.เป็นองค์กรของรัฐบาล ขณะที่ทิก้า เป็นการรวมตัวของภาคเอกชน ซึ่งหากเดินทางทำเทรดโชว์ และโรดโชว์ร่วมกัน จะยิ่งเพิ่มศักยภาพด้านความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางจัดประชุมและนิทรรศการ
เล็งเจาะตลาดใหม่ใกล้บ้านลดความเสี่ยง
สำหรับแผนเทรดโชว์และโรดโชว์ปีนี้ กำหนดเดินทางไปใน 25 เมือง รวม 14 ประเทศ แบ่งเป็นงานเทรดโชว์ 8 งาน ซึ่งหลังร่วมงานเทรดโชว์ในเมืองนั้นๆ เราจะทำโรดโชว์ต่อด้วยทุกครั้ง นอกจากนั้นจะมีการโรดโชว์ เมืองที่เป็นตลาดไมซ์ประเภทประชุมสัมมนาด้วย ซึ่งตลาดใหม่ๆที่จะเป็นเป้าหมายปีนี้ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
โดยประเทศญี่ปุ่น จะเดินทางไปโรดโชว์ในเดือน มี.ค.50 ใน 3 เมืองอุตสาหกรรม เช่น นาโกย่า และ โอซาก้า เป็นต้น จะไปเชิญชวนให้เขามาจัดประชุมสัมมนาในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีการลงทุนอยู่ในประเทศไทยแล้ว ส่วน จีน และอินเดีย จะเจาะกลุ่มคอปอเรท เพราะจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้มีบริษัทเกิดใหม่จำนวนมาก และเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ มีผลประกอบการดี อยู่ในช่วงเติบโต จึงสามารถออกไปจัดประชุมหรือสัมมนาในต่างประเทศได้
“เราต้องการเจาะตลาดใหม่ๆที่อยู่ใกล้ประเทศไทย เพราะเขาสามารถตัดสินใจง่าย เพราะเสียค่าใช้จ่ายไม่สูง ประกอบกับเป็นการวางแผนแบบลดความเสี่ยงให้แก่ตลาดไมซ์ของประเทศไทย เพราะตลาดระยะใกล้ตัดสินใจเร็ว และเดินทางได้บ่อย แม้เกิดวิกฤตจะช็อคไปบ้าง แต่ก็กลับคืนโดยเร็ว”
อย่างไรก็ตามตลาดยุโรป ที่เป็นลูกค้าหลักในการจัดประชุมสัมมนาก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าให้เหนียวแน่นไว้ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ปัจจุบันทิก้ามีสมาชิกกว่า 258 ราย เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มของโรงแรม ศูนย์ประชุม และ บริษัทรับจัดงานประชุมและนิทรรศการ
นายโอภาส กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวในกลุ่มประชุมสัมมนาและการจัดนิทรรศการ(ไมซ์) ในปี 2550 มองว่าจะยังมีการเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน โดยตั้งเป้าหมายว่า ปีนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคน คิดเป็น 7% ของเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ ที่ ททท.ได้กำหนดไว้ และจะทำรายได้เข้าประเทศประมาณ 20% ของรายได้ที่ ททท.กำหนดไว้ว่าปีนี้จะมีรายได้ที่ 5.47 แสนล้านบาท
โดยปี 2549 นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์เดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 7 แสนคน คิดเป็น 5% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด สร้างรายได้เข้าประเทศ 15% ของจำนวนรายได้ทั้งหมดที่ได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะเห็นว่า ตลาดไมซ์ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวยกลุ่มไมซ์จะเข้ามาประเทศไทย คิดเป็น 2-3% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น ส่วนรายได้จะประมาณ 8-10% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
“ยอมรับว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น สถานการณ์ทางการเมือง เหตุลอบวางระเบิด และ ปัญหาโรดระบาด มีผลกับการเจรจาธุรกิจไมซ์ เพราะตรงนี้ถือเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิต และสุขภาพ แต่หากทุกอย่างรัฐบาลสามารถควบคุมได้ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้ยังสดใสต่อไป แต่ทั้งนี้ปัจจุบันธุรกิจไมซ์ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หากยืดเยื้อคงต้องมีผลกระทบบ้างอย่างแน่นอน” นายโอภาส กล่าว
สสปน.เมินนั่งบอร์ดทิก้า
ทางด้าน ร.อ.ขจิต หัพนานนท์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดกประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.(TCEB) กล่าวว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดในสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ เพราะปัจจุบันนี้แม้ไม่ได้เข้าไปเป็นบอร์ด ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ และหลายครั้งแล้วที่ สสปน. และทิก้า ได้ทำงานร่วมกัน ออกโรดโชว์ร่วมกัน ประกอบกับ ในบอร์ดของ สสปน.ก็มีระดับผู้บริหารสมาคมฯเข้าร่วมเป็นบอร์ดแล้วเช่นกัน ดังนั้นการทำงานจะสามารถเป็นไปในทิศทางเดียวกันแน่นอน
“การเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดใน ทิก้า อาจทำให้การทำงานของ สสปน.ไม่คล่องตัวก็เป็นได้ เพราะทุกวันนี้ สสปน.มีการทำงานที่คล่องตัวดีมาก และในนโยบายการทำงานเราต้องให้การสนับสนุนทิก้าอย่างเต็มที่อยู่แล้วเช่นกัน แต่หากทิก้าจะทำหนังสือเชิญเข้ามาก็ขอขอบคุณและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” ร.อ.ขจิต กล่าว


