xs
xsm
sm
md
lg

“มาม่า”ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปรับเกมต้นทุนพุ่ง-พร้อมลุยหนักตปท.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ประกาศนโยบายการตลาดปี 50 ขานรับเศรษฐกิจพอเพียงเฝ้าระวังสภาพเศรษฐกิจ ปรับเกมการลงทุน การตลาด เบรกความถี่ออกรสชาติใหม่ ลุยตลาดต่างประเทศอัดการครีเอทดีมานต์ ทะลวงไฮเปอร์มาร์เก็ตรับตลาดทั่วโลกโต10% ส่วนตลาดไทยโหนกระแสสุขภาพ ปีหน้าปั้นสินค้ามีโภชนาการติดสัญลักษณ์อาหารเพิ่มสารอาหาร(Nutrition seal)บนบรรจุภัณฑ์ ปีหน้าหวังกวาดรายได้ 7 พันล้านบาท

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธาน บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่า นโยบายการตลาดในปีหน้านี้ บริษัทจะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งในรูปแบบของการลงทุนธุรกิจเดิมที่มีอยู่หรือธุรกิจใหม่จะลงทุนอย่างพอดี โดยจะพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจและการตลาดเป็นหลัก ยกตัวอย่าง หากแนวโน้มตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโต 10% บริษัทจะลงทุนสั่งซื้อเครื่องจักรชนิดเพิ่มความเร็วในการผลิตเป็น 4 แสนซองต่อ 8 ชั่วโมงในปีหน้านี้ แต่หากตลาดเติบโตเพียง 5% คาดว่าอีก 2 ปีถึงจะลงทุนสั่งซื้อเครื่องจักรดังกล่าวมาผลิต

สำหรับแผนการออกรสชาติใหม่ก็จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยลดการออกรสชาติใหม่ๆลงเหลือเพียง 2-3 รสชาติเท่านั้นจากเดิมเปิดตัว10 รสชาติ ขณะที่งบการตลาดปีหน้าบริษัทวางแผนใช้เท่าเดิม คือ 500 ล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่าสภาพตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ในปีหน้านี้การแข่งขันด้านราคาจะลดน้อยลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะแป้งสาลีซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 65% จะมีราคาแพงขึ้นจากปีนี้ราคา 290 เหรียญสหรัฐต่อเมติกตันเพิ่มเป็น 390 เหรียญสหรัฐต่อเมติกตัน

**ลุยตลาดต่างประเทศรับเทรนด์ทั่วโลกโต**
นายพิพัฒ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยังหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดต่างประเทศในเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลก มีอัตราการเติบโต 10% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความเร่งรีบในชีวิต และบะหมึ่ฯเป็นอาหารทึ่สะดวก ราคาไม่สูง ดังนั้นบริษัทได้ปรับแผนการตลาดต่างประเทศ จากเดิมทำตลาดในลักษณะตอบสนองความต้องการของตลาด มาเป็นการสร้างความต้องการใหม่ๆให้กับตลาด โดยการออกรสชาติเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะคนท้องถิ่น โดยเริ่มดำเนินการแล้วที่อเมริกา และยุโรปนอกจากนี้เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสู่ไฮเปอร์มาร์เก็ต ในประเทศเยอรมัน แคนาดา ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย

ทั้งนี้บริษัทได้ปรับแผนการตลาดต่างประเทศเป็นเวลา 3 ปีแล้ว เพื่อรองรับกับการแข่นขันจากจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้นและจำนวนประชากรที่ไม่เพิ่ม นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมลงทุนในกัมพูชาและพม่าโดยเพิ่มเครื่องจักรผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในต้นปีหน้านี้ ดังนั้นจากการที่บริษัทหันมามุ่งเน้นขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ คาดว่าในปีหน้านี้รายได้จากการส่งออกจะเพิ่มเป็น 1,600 ล้านบาท จากในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 1,000 ล้านบาท

**ผู้นำเทรนด์เติมสารอาหารบูมตลาดไทย**
สำหรับภาวะตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย ในช่วง 2 ปีตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีอัตราการเติบโตที่ดี สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจ โดยพบว่าปี 2548 ตลาดบะหมี่ฯโตเกือบ 10% และปี 2549 โต 7% เมื่อเทียบกับช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีอัตราการเติบโต 2-3% อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแนวโน้มการเติบโตจะมาจากกระแสสุขภาพ

ดังนั้นแนวทางการตลาดปีหน้านี้ จะเน้นบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปให้มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมกันนี้ให้ได้เตรียมติดสัญลักษณ์อาหารเพิ่มสารอาหาร หรือ Nutrition seal จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ลงบนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งการติดตราสัญลักษณ์ดังกล่าวทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบริษัทสามารถพัฒนาโดยการเติมสารอาหารที่ร่างกายต้องการได้ เท่ากับว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า อาทิ การเสริมกรดอะมิโนไลซีนเพื่อปรับปรุงคุณภาพโปรตีนในบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นอัตราการบริโภคบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปของคนไทยจากเฉลี่ย 30 ซองต่อคนต่อปีให้เพิ่มขึ้น และรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยการครองส่วนแบ่ง 52-53%

**บริหารต้นทุนรับมือวัตถุดิบพุ่งปี50**
นายพิพัฒ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้บริหารต้นทุนโดยการโยกเครื่องจักรผลิตเวเฟอร์ ที่โรงงานศรีราชามาไว้ที่โรงงานจ.ระยองแทน เนื่องจากโรงงานศรีราชาใช้พลังงานจากไอน้ำ จึงช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ 5% ขณะเดียวกันก็ทุ่มงบ 185-200 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเวเฟอร์และคุ๊กกี้ใหม่ที่โรงงานจ.ระยอง ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 21 ตันต่อวันเป็น 42 ตันต่อวัน นอกจากนี้ยังได้ทุ่ม 100 ล้านบาทสั่งซื้อเครื่องจักรชนิดเพิ่มความเร็วผลิตเพิ่ม

สำหรับผลประกอบการบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปทั้งในและต่างประเทศโดยรวมปีนี้ ตั้งเป้ามีรายได้ 6,000 ล้านบาท และปีหน้าตั้งเป้ามีรายได้ 7,000 ล้านบาท ทั้งนี้สาเหตุที่ปีหน้านี้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท มาจากการเพิ่มทุนบริษัทไดอิจิ แพกเกจจิ้งจาก 49% เป็นกว่า 50% และเพิ่มทุนบริษัทไทยซันจาก 49% เป็น 52% หรือจาก 20 ล้านบาทเป็น 50 ล้านบาท
กำลังโหลดความคิดเห็น