“ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์” ชูสองยุทธศาสตร์ แก้เกี้ยวตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใกล้ถึงจุดอิ่มตัว เลียนแบบโมเดลแดนปลาดิบ ปักธงบูมตลาดคัพ-โบว์ล หวังโกยกำไรมากกว่าขายเอาปริมาณ ล่าสุดเตรียมฮุบโรงงานเมียวโจ้ ปั้นซับแบรนด์”มาม่า”ลงตลาด พร้อมเดินหน้าปั้นธุรกิจใหม่ทั้งไทย-แดนมังกรเสริมทัพ ล่าสุดลุยบูมธุรกิจกระดาษอัดฉีดเม็ดเงินลงทุน 64 ล้านบาท สิ้นปีรายได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าโต 8.16% หรือโกย 5,337 ล้านบาท กำไรสุทธิ 473 ล้านบาท
นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธาน บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่า 10,000 ล้านบาทในประเทศไทย เริ่มใกล้ถึงจุดอิ่มตัว โดยเฉพาะตลาดชนิดซอง เพราะมีการพัฒนาสินค้าได้มาระดับหนึ่งแล้ว โดยขณะนี้พบว่าคนไทยมีอัตราการบริโภคกว่า 35 ซองต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับตลาดที่อิ่มตัวแล้วมีอัตราการบริโภค 40 ซองต่อคนต่อปี ดังนั้นเพื่อผลักดันให้ธุรกิจของบริษัทมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงได้วางแนวทางไว้ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก การทำธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ด้วยการเน้นสร้างรายได้เพิ่มจากบรรจุภัณฑ์ถ้วย-ชาม มากกว่าการทำตลาดในเชิงปริมาณหรือชนิดซอง ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับประเทศญี่ปุ่น จากบะหมี่ซองสู่ถ้วยและชาม และประการที่สอง คือ การหันไปลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
สำหรับกลุ่มธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในสเตปแรกบริษัทจะเน้นมาเน้นสร้างตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ถ้วยราคา 12 บาท ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างจากสินค้าคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งในตลาดนี้ยังสามารถซอยเซกเมนต์เทชั่นได้อีกมาก เช่น ชุดดินเนอร์เซ็ต เป็นต้น โดยการพัฒนาสินค้าใหม่บริษัทจะเพิ่มราคา 15-20 บาท เนื่องจากราคา 12 บาทผู้บริโภคไทยยอมรับได้แล้ว ซึ่งแนวทางการสร้างตลาดดังกล่าวสอดรับกับสภาพตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 50% จากสัดส่วนตลาดราว 15% ของตลาดรวม 10,000 ล้านบาท
ทั้งนี้เป้าหมายบะหมี่ถ้วยของมาม่า ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งมากกว่า 50% หลังจากก่อนหน้านี้มีส่วนแบ่ง 25% ซึ่งบริษัทสร้างความแตกต่างด้วยการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นถ้วยกระดาษ ส่งผลให้ปัจจุบันมาม่าขึ้นเป็นผู้นำตลาดบะหมี่ถ้วย ครองส่วนแบ่ง 40-50% ล่าสุดได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย”มาม่า 2006 ดวลกัน มันส์ 2 ต่อ”กระตุ้นยอดขายช่วงฟุตบอลโลก
สร้างตลาดบะหมี่ชามเพื่อการเติบโต
ส่วนสเตปที่สองของธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า บริษัทจะสร้างตลาดบะหมี่บรรจุภัณฑ์โบวล์หรือชามใส่เนื้อสัตว์ ราคา 25 บาท โดยวางเป้าหมายเพื่อทดแทนร้านอาหารริมทาง ขณะนี้ชนิดชามกำลังการระหว่างการแก้ไขด้านบรรจุภัณฑ์ เพื่อทำให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น โดยจะบริษัทจะเปิดตัวโฉมใหม่ภายในปีนี้ นอกจากนี้บริษัทได้เตรียมเจรจาเพื่อซื้อหุ้น”เมียวโจ้”ให้ครบ 100% ภายในปีนี้ จากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้ทุ่มเม็ดเงิน 400 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มจากบริษัท ทีเอ็มฟูดส์ จำกัด ที่ถืออยู่เพียง 10% เป็น 49% ทั้งนี้บริษัทได้เตรียมนำเทคโนโลยีด้านการผลิตของโรงงานเมียวโจ ที่ จ.ระยอง มาผลิตสินค้าภายใต้ซับแบรนด์”มาม่า” แนวเพื่อสุขภาพ เช่น บะหมี่โลว์แคลอรี่ อบแห้ง เพื่อมาทดแทนบะหมี่เมียวโจ้ ที่จะต้องเลิกผลิตไป อีกทั้งยังเตรียมเพิ่มเครื่องจักร 2 ตัว จากเดิมในโรงงานมี 4 ตัว มีกำลังผลิต 8 แสนชิ้นต่อวัน โดยจะนำกำลังผลิตส่วนหนึ่งผลิตบะหมี่ถึ่งสำเร็จรูปเพิ่มเป็น 6 ล้านชิ้นต่อวัน จากเดิมกำลังผลิตเพียง 5 ล้านชิ้นต่อวัน เพราะกำลังผลิตเริ่มเต็มที่แล้ว โดยภายในปีนี้คาดว่าจะใช้ราว 80-90%
ปั้นธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษเสริมทัพ
นายพิพัฒ กล่าวต่อเพิ่มเติมว่า เพื่อการเติบโตขององค์กร จึงเดินหน้ารุกธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษอย่างจริงจังภายใต้บริษัท ไทย อันเป่า โดยก่อนหน้านี้กระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัทลงทุนไปแล้วราว 64 ล้านบาท จากการมีเครื่องจักรทั้งหมด 11 เครื่อง ได้แก่ เครื่องจากประเทศจีนจำนวน 4 เครื่อง ลงทุน 3 แสนบาทต่อเครื่อง กำลังผลิต 35 ถ้วยต่อนาทีต่อเครื่อง ประเทศเกาหลี 7 เครื่อง เป็นเครื่องจักรผลิต 55 ถ้วยต่อนาทีต่อเครื่องจำนวน 5 เครื่อง ลงทุน 4 ล้านบาทต่อเครื่อง และอีก 2 เครื่อง มีกำลังผลิต 130 ถ้วยต่อนาทีต่อเครื่อง ลงทุน 16 ล้านบาทต่อเครื่อง โดยปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตจาก 2 ล้านใบเป็น 9 ล้านใบต่อเดือน
ล่าสุดบริษัทได้ผลิตบรรจุภัณฑ์ส่งออกไปประเทศมาเลเซียจำนวน 1 ล้านใบต่อเดือน ส่วนอีก 6 ล้านใบเป็นการผลิตเพื่อป้อนให้กับบะหมี่มาม่าชนิดถ้วย และอีก 1 ล้านใบป้อนให้เพรซิเดนส์ ไรซ์ โปรดักส์บริษัทในเครือ นอกจากนี้บริษัทยังได้ลงทุนในประเทศจีน ได้แก่ ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และอูฮั่น อีกทั้งยังได้เตรียมตั้งบริษัทโลคัลในเมืองเฉินตู
สำหรับผลประกอบการปีนี้บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ตั้งเป้ามีอัตราการเติบโต 8.16% หรือมีรายได้เฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า 5,337 ล้านบาท จากในปีที่แล้ว 4,934 ล้านบาท และหากรวมธุรกิจอื่นๆ เช่น ขนมปังกรอบบิสชิน โฮมมี่ บรรจุภัณฑ์กระดาษ รายได้ปี 48 พุ่งเป็น 5,165 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 716 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิปี 2549 ตั้งเป้า 473 ล้านบาทลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีกำไรสุทธิ 576 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คือโต 10% เป็นเพียงโต 7% โดยมีรายได้ 1,204 ล้านบาท กำไรสุทธิโต 21.1% หรือราว 185 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมีรายได้ 1,124 ล้านบาท เติบโต 9% ขณะที่กำไรสุทธิ 151 ล้านบาท
นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธาน บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่า 10,000 ล้านบาทในประเทศไทย เริ่มใกล้ถึงจุดอิ่มตัว โดยเฉพาะตลาดชนิดซอง เพราะมีการพัฒนาสินค้าได้มาระดับหนึ่งแล้ว โดยขณะนี้พบว่าคนไทยมีอัตราการบริโภคกว่า 35 ซองต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับตลาดที่อิ่มตัวแล้วมีอัตราการบริโภค 40 ซองต่อคนต่อปี ดังนั้นเพื่อผลักดันให้ธุรกิจของบริษัทมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงได้วางแนวทางไว้ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก การทำธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ด้วยการเน้นสร้างรายได้เพิ่มจากบรรจุภัณฑ์ถ้วย-ชาม มากกว่าการทำตลาดในเชิงปริมาณหรือชนิดซอง ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับประเทศญี่ปุ่น จากบะหมี่ซองสู่ถ้วยและชาม และประการที่สอง คือ การหันไปลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
สำหรับกลุ่มธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในสเตปแรกบริษัทจะเน้นมาเน้นสร้างตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ถ้วยราคา 12 บาท ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างจากสินค้าคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งในตลาดนี้ยังสามารถซอยเซกเมนต์เทชั่นได้อีกมาก เช่น ชุดดินเนอร์เซ็ต เป็นต้น โดยการพัฒนาสินค้าใหม่บริษัทจะเพิ่มราคา 15-20 บาท เนื่องจากราคา 12 บาทผู้บริโภคไทยยอมรับได้แล้ว ซึ่งแนวทางการสร้างตลาดดังกล่าวสอดรับกับสภาพตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 50% จากสัดส่วนตลาดราว 15% ของตลาดรวม 10,000 ล้านบาท
ทั้งนี้เป้าหมายบะหมี่ถ้วยของมาม่า ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งมากกว่า 50% หลังจากก่อนหน้านี้มีส่วนแบ่ง 25% ซึ่งบริษัทสร้างความแตกต่างด้วยการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นถ้วยกระดาษ ส่งผลให้ปัจจุบันมาม่าขึ้นเป็นผู้นำตลาดบะหมี่ถ้วย ครองส่วนแบ่ง 40-50% ล่าสุดได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย”มาม่า 2006 ดวลกัน มันส์ 2 ต่อ”กระตุ้นยอดขายช่วงฟุตบอลโลก
สร้างตลาดบะหมี่ชามเพื่อการเติบโต
ส่วนสเตปที่สองของธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า บริษัทจะสร้างตลาดบะหมี่บรรจุภัณฑ์โบวล์หรือชามใส่เนื้อสัตว์ ราคา 25 บาท โดยวางเป้าหมายเพื่อทดแทนร้านอาหารริมทาง ขณะนี้ชนิดชามกำลังการระหว่างการแก้ไขด้านบรรจุภัณฑ์ เพื่อทำให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น โดยจะบริษัทจะเปิดตัวโฉมใหม่ภายในปีนี้ นอกจากนี้บริษัทได้เตรียมเจรจาเพื่อซื้อหุ้น”เมียวโจ้”ให้ครบ 100% ภายในปีนี้ จากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้ทุ่มเม็ดเงิน 400 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มจากบริษัท ทีเอ็มฟูดส์ จำกัด ที่ถืออยู่เพียง 10% เป็น 49% ทั้งนี้บริษัทได้เตรียมนำเทคโนโลยีด้านการผลิตของโรงงานเมียวโจ ที่ จ.ระยอง มาผลิตสินค้าภายใต้ซับแบรนด์”มาม่า” แนวเพื่อสุขภาพ เช่น บะหมี่โลว์แคลอรี่ อบแห้ง เพื่อมาทดแทนบะหมี่เมียวโจ้ ที่จะต้องเลิกผลิตไป อีกทั้งยังเตรียมเพิ่มเครื่องจักร 2 ตัว จากเดิมในโรงงานมี 4 ตัว มีกำลังผลิต 8 แสนชิ้นต่อวัน โดยจะนำกำลังผลิตส่วนหนึ่งผลิตบะหมี่ถึ่งสำเร็จรูปเพิ่มเป็น 6 ล้านชิ้นต่อวัน จากเดิมกำลังผลิตเพียง 5 ล้านชิ้นต่อวัน เพราะกำลังผลิตเริ่มเต็มที่แล้ว โดยภายในปีนี้คาดว่าจะใช้ราว 80-90%
ปั้นธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษเสริมทัพ
นายพิพัฒ กล่าวต่อเพิ่มเติมว่า เพื่อการเติบโตขององค์กร จึงเดินหน้ารุกธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษอย่างจริงจังภายใต้บริษัท ไทย อันเป่า โดยก่อนหน้านี้กระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัทลงทุนไปแล้วราว 64 ล้านบาท จากการมีเครื่องจักรทั้งหมด 11 เครื่อง ได้แก่ เครื่องจากประเทศจีนจำนวน 4 เครื่อง ลงทุน 3 แสนบาทต่อเครื่อง กำลังผลิต 35 ถ้วยต่อนาทีต่อเครื่อง ประเทศเกาหลี 7 เครื่อง เป็นเครื่องจักรผลิต 55 ถ้วยต่อนาทีต่อเครื่องจำนวน 5 เครื่อง ลงทุน 4 ล้านบาทต่อเครื่อง และอีก 2 เครื่อง มีกำลังผลิต 130 ถ้วยต่อนาทีต่อเครื่อง ลงทุน 16 ล้านบาทต่อเครื่อง โดยปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตจาก 2 ล้านใบเป็น 9 ล้านใบต่อเดือน
ล่าสุดบริษัทได้ผลิตบรรจุภัณฑ์ส่งออกไปประเทศมาเลเซียจำนวน 1 ล้านใบต่อเดือน ส่วนอีก 6 ล้านใบเป็นการผลิตเพื่อป้อนให้กับบะหมี่มาม่าชนิดถ้วย และอีก 1 ล้านใบป้อนให้เพรซิเดนส์ ไรซ์ โปรดักส์บริษัทในเครือ นอกจากนี้บริษัทยังได้ลงทุนในประเทศจีน ได้แก่ ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และอูฮั่น อีกทั้งยังได้เตรียมตั้งบริษัทโลคัลในเมืองเฉินตู
สำหรับผลประกอบการปีนี้บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ตั้งเป้ามีอัตราการเติบโต 8.16% หรือมีรายได้เฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า 5,337 ล้านบาท จากในปีที่แล้ว 4,934 ล้านบาท และหากรวมธุรกิจอื่นๆ เช่น ขนมปังกรอบบิสชิน โฮมมี่ บรรจุภัณฑ์กระดาษ รายได้ปี 48 พุ่งเป็น 5,165 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 716 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิปี 2549 ตั้งเป้า 473 ล้านบาทลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีกำไรสุทธิ 576 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คือโต 10% เป็นเพียงโต 7% โดยมีรายได้ 1,204 ล้านบาท กำไรสุทธิโต 21.1% หรือราว 185 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมีรายได้ 1,124 ล้านบาท เติบโต 9% ขณะที่กำไรสุทธิ 151 ล้านบาท


