“เอฟทีเอ” ถล่มการตลาดไทยป่วน ทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไทยรอวันตาย ล่าสุดสินค้าจีนเข้ามาเปิดศึกเต็มรูปแบบ อัดงบบูมตราสินค้าแจ้งเกิด ระบุ 5 ปี 10 แบรนด์เกิดใหม่ ตลาดนมไทยรอบทพิสูจน์ 6 ปีจะหมู่หรือจ่า ล่าสุดมะลิร่วมทุนคัมพินายักษ์อุตสาหกรรมนมเนเธอร์แลนด์รับมือ ส่วนตลาดไวน์ไทยไม่ต้องลืมตาอ้าปาก ไวน์โลกใหม่บูมแน่
นายเมธา โรจนชัยชนินทร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ทีซีแอล เปิดเผยกับ ”ผู้จัดการรายวัน” ว่า จากการที่ประเทศไทยเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศหรือเอฟทีเอกับประเทศจีน เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าอีกหมวดหนึ่งที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง ที่ประเทศไทยจะต้องทลายกำแพงภาษีนำเข้าลง จากปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีน เสียภาษีนำเข้าเฉลี่ยประมาณ 30% และจะลดลงปีละ 5% โดยภายใน 5 ปีเหลือ 0%
การทลายกำแพงภาษีที่ลดลงเรื่อยๆ เป็นตัวพลิกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยใหม่ เพราะโครงสร้างตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเปลี่ยนไปโดยเฉพาะเรื่องราคา ภายใต้เงื้อมมือเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน ที่จะใช้กลยุทธ์ราคาเข้ามาโจมตีตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย จากเดิมที่เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนที่ว่าถูกแล้ว นับวันก็จะยิ่งถูกลงเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง เครื่องปรับอากาศ 9000 บีทียู ปัจจุบันจำหน่าย 12,400 บาท อาจจะเหลือเพียง 9,000 บาท หากภาษีเหลือ 0% เป็นต้น
โครงสร้างตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยโดยรวม แบ่งเป็น ตลาดระดับบนประมาณ 20% โดยมีผู้เล่น อาทิ โซนี่ ซัมซุง และฟิลิปส์ ระดับกลาง 50% ได้แก่ พานาโซนิค โตชิบา ชาร์ป และระดับล่าง 30% ได้แก่ สินค้าจากจีน ไฮเออร์ ทีซีแอล และสินค้าแบรนด์ไทย ได้แก่ ธานินทร์ ไดมอน แฟมิลี่ เอสเคจี อาร์ซีอาร์ ในส่วนของราคาเมื่อเปรียบตลาดล่างกับกลางห่างกันราว 15-20% ระดับกลางกับบนห่าง 5-10% และล่างกับบนห่าง 20-30%
เอฟทีเอไทยกับจีน ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าคลื่นกระทบลูกแรกคงเป็นแบรนด์ไทย เพราะอยู่ในตลาดเดียวกับจีน ส่วนคลื่นกระทบลูกที่สองเป็นตลาดระดับกลาง เพราะโดนประกบเป็นแซนด์วิช คือ เจอทั้งกลยุทธ์ราคาจากสินค้าจีน และตลาดระดับบนที่เล่นในเรื่องของอิมเมจและนวัตกรรมของสินค้า รวมทั้งสงครามราคาบ้าง
เครื่องใช้ไฟฟ้าโหมสร้างแบรนด์
นายเมธา กล่าวว่า การก้าวเข้ามาของผู้ประกอบการจีนในครั้งนี้ไม่ธรรมดา จากเดิมอาจจะอาศัยกลไกราคาที่ถูกกว่ามาทำตลาด แต่ไม่ได้มีการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง แต่หลังจากเอฟทีเอมีผล ทำให้ผู้ประกอบการจากจีนมองเห็นศักยภาพตลาดในไทยมากยิ่งขึ้น และไม่เพียงแต่เข้ามาขายเฉยๆ แต่เป็นการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง รวมทั้งเข้ามาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อใช้ความหลากหลายเรียกความมั่นใจจากผู้บริโภคไทย
สำหรับปีนี้อย่างน้อยจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาทำตลาด 2 แบรนด์ ได้แก่ ต้าถุง และถังหงส์ เพราะในขณะนี้ถือว่าภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ค่อยดีมากนัก ประกอบกับกำลังซื้อของคนที่ลดลง เป็นช่วงที่จะทำให้สินค้าจากจีนจะได้รับการยอมรับและตอบรับมากขึ้น และคาดว่าภายใน 4-5 ปีแบรนด์จากจีนจะเข้าทำตลาดไทยมากกว่า 10 แบรนด์ จากปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนที่เข้ามาทำตลาด ได้แก่ ไฮเออร์ และทีซีแอล เท่านั้น
แนะสินค้าไทยสร้างแบรนด์รับมือ
นายเมธี กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว โดยหันมาเน้นการสร้างแบรนด์ ยกตัวอย่าง แฟมิลี่ ถือเป็นแบรนด์ไทยรายแรกที่กลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพราะการแข่งขันด้านราคาแบรนด์ไทยขณะนี้ไม่สามารถสู้กับสินค้าจากประเทศจีนได้ โดยปัจจุบันการทำตลาดของแบรนด์ไทย พื้นที่เหลือในขณะนี้คือตลาดในต่างจังหวัดเท่านั้น ขณะที่กลยุทธ์การตลาด คือ การลดราคาอย่างหนักประมาณ 25-30% ซึ่งผลที่ตามมา คือ คุณภาพสินค้าลดลง
แบรนด์ญี่ปุ่น-เกาหลีปรับตัว
นายเมธี กล่าวว่า ที่ผ่านมาโซนี่และซัมซุงจะเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าระดับกลาง-บน ในช่วงเริ่มทำตลาดทั้งสองแบรนด์ จะเน้นเจาะตลาดกลางเป็นหลัก แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาโซนี่และซัมซุง ทุ่มงบเป็นจำนวนมาก เพื่อยกระดับตราสินค้าไปสู่ระดับไฮเอนด์มากยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาตีตลาดในไทย ประกอบกับการตัดสินใจซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภค ยังคำนึงถึงตราสินค้าเป็นส่วนสำคัญอยู่
ขณะที่นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนยี่ห้อ ชาร์ป เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มปรับภาพลักษณ์ชาร์ปโดยอาศัยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อให้ชาร์ปเป็นสินค้าระดับบนมากขึ้น แม้ว่าในเวลานี้สัดส่วนยอดขายของสินค้ากลุ่มไฮเอนด์มีน้อยกว่า 5%
ทั้งนี้การปรับตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่น-เกาหลี โดยหันไปเล่นตลาดระดับบน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันราคากับเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนได้ เพราะในสภาพที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การหั่นราคาลงมาเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าไทยหากไม่มีการปรับตัว โดยหันมาสร้างตราสินค้า สุดจบคงอยู่ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินไปอย่างน้อยก็ 5 ปี หลังจากภาษีนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหลือ 0%
อีก6ปีบทพิสูจน์นมไทยร้ายหรือดี
นางกวีมาศ ตั้งคีรีพิมาน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์ ฟู้ดส์ โฟร์โมสต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมนมของไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเขตเสรีการค้าระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย เพราะภาษีนำเข้านมยังสูงอยู่ แต่ถ้าในช่วง 6 ปีขึ้นไปจากนี้ ภาษีนำเข้าลดลงเหลือ 5% เชื่อว่าอุตสาหกรรมนมไทย จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะนมจากออสเตรเลียจะได้เปรียบในเรื่องของโครงสร้างราคาทันที
อย่างไรก็ตามในส่วนของนมดิบอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะราคาจำหน่ายจะเป็นไปตามตลาดโลกมากกว่า ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก คือ นมสำเร็จรูป เช่น กลุ่มนมผง ส่วนนมพร้อมดื่มเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะส่วนหนึ่งมีปัจจัยด้านการขนส่ง ซึ่งโฟร์โมสต์มั่นใจว่าบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบในส่วนดังกล่าวมากนัก ส่วนการที่บริษัทจะปรับตัวเพื่อตั้งรับอย่างไรนั้น คงก็จะต้องมาพิจารณากันอีกครั้งว่า การเข้ามาของผู้ประกอบการออสเตรเลียจะมาในรูปแบบใด เช่น ใช้กลยุทธ์ราคา หรืออาจจะเน้นหนักในเรื่องของการสร้างแบรนด์ เป็นต้น
ล่าสุดบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการไทยรายเดียวในประเทศ ไทยที่เหลืออยู่ โดยมีผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน,ยูเอชทีตรามะลิ ได้ตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัท คัมพินา อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตนมภายใต้ยี่ห้อคัมพินา ยาซู โชคชัย อลาสก้า และอื่นๆ จากเนเธอร์แลนด์ 500 ล้านบาท ในสัดส่วน50:50 จัดตั้งบริษัท ทีดีไอ คัมพินา จำกัด ที่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา
โดยการร่วมมือในครั้งนี้อุตสาหกรรมนมไทย แลกเปลี่ยนโนฮาวด์ของคัมพินายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนมอันดับ 12-13 ของโลก ซึ่งตัวบริษัทจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตจะต่ำลง และประการสำคัญเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับกับการเปิดเขตเสรีการค้าระหว่างประเทศหรือ เอฟทีเอ ระหว่างไทยออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามว่าภายใน 5-6 ปีนี้ อุตสาหกรรมนมไทยมูลค่า 26,100 ล้านบาท จะมีทิศทางอย่างไร จากในปีที่ผ่านมาตลาดนมมีอัตราการเติบโต 13% แต่เมื่อดูถึงอัตราการบริโภคของคนไทยเฉลี่ย 20 ลิตรต่อคนต่อปี เมื่อเทียบประเทศสิงคโปร์ 58 ลิตรต่อคนต่อปี ยุโรปสูงกว่าถึง 7 เท่า หรือราว 140 ลิตรต่อคนต่อปี ตลาดนมไทยยังมีอัตราการเติบโตได้อีกมาก และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ล่อตาล่อใจออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ไวน์โลกใหม่เกิดไวน์ไทยเดี้ยง
ด้านการแข่งขันตลาดไวน์ภายในประเทศ ปัจจุบันนี้ไวน์นำเข้ายังคงเป็นคู่แข่งรายหลัก ประกอบด้วย ไวน์ฝรั่งเศส และล่าสุดไวน์โลกใหม่หรือไวน์จากออสเตรเลียที่กำลังมาแรงในไทยขณะนี้ โดยการเปิดเขตเสรีการค้าไทยกับออสเตรเลีย จะยิ่งทำให้ไวน์โลกใหม่เข้ามาทำตลาดไทยได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้กลไกราคาที่ถูกว่า ขณะที่สภาพไวน์ไทย มีผู้เล่น 7 รายใหญ่ ประกอบด้วย กลุ่มชาละวันของสนั่น ขจรประศาสน์,ชาโต เดอ เลย ฯลฯ ก็ยังไม่ค่อยได้รับความนิยม เมื่อเทียบกับไวน์นำเข้า เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ดื่มคนไทยยังคงยึดติดกับการดื่มไวน์นำเข้ามากกว่าที่จะดื่มไวน์จากผู้ผลิตไทย แต่การเปิดเขตเสรีการค้าไทยกับออสเตรเลีย ยิ่งสร้างความกดดันให้ไวน์ไทยไม่ต้องลืมตาอ้าปาก
นายเมธา โรจนชัยชนินทร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ทีซีแอล เปิดเผยกับ ”ผู้จัดการรายวัน” ว่า จากการที่ประเทศไทยเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศหรือเอฟทีเอกับประเทศจีน เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าอีกหมวดหนึ่งที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง ที่ประเทศไทยจะต้องทลายกำแพงภาษีนำเข้าลง จากปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีน เสียภาษีนำเข้าเฉลี่ยประมาณ 30% และจะลดลงปีละ 5% โดยภายใน 5 ปีเหลือ 0%
การทลายกำแพงภาษีที่ลดลงเรื่อยๆ เป็นตัวพลิกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยใหม่ เพราะโครงสร้างตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเปลี่ยนไปโดยเฉพาะเรื่องราคา ภายใต้เงื้อมมือเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน ที่จะใช้กลยุทธ์ราคาเข้ามาโจมตีตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย จากเดิมที่เครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนที่ว่าถูกแล้ว นับวันก็จะยิ่งถูกลงเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง เครื่องปรับอากาศ 9000 บีทียู ปัจจุบันจำหน่าย 12,400 บาท อาจจะเหลือเพียง 9,000 บาท หากภาษีเหลือ 0% เป็นต้น
โครงสร้างตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยโดยรวม แบ่งเป็น ตลาดระดับบนประมาณ 20% โดยมีผู้เล่น อาทิ โซนี่ ซัมซุง และฟิลิปส์ ระดับกลาง 50% ได้แก่ พานาโซนิค โตชิบา ชาร์ป และระดับล่าง 30% ได้แก่ สินค้าจากจีน ไฮเออร์ ทีซีแอล และสินค้าแบรนด์ไทย ได้แก่ ธานินทร์ ไดมอน แฟมิลี่ เอสเคจี อาร์ซีอาร์ ในส่วนของราคาเมื่อเปรียบตลาดล่างกับกลางห่างกันราว 15-20% ระดับกลางกับบนห่าง 5-10% และล่างกับบนห่าง 20-30%
เอฟทีเอไทยกับจีน ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าคลื่นกระทบลูกแรกคงเป็นแบรนด์ไทย เพราะอยู่ในตลาดเดียวกับจีน ส่วนคลื่นกระทบลูกที่สองเป็นตลาดระดับกลาง เพราะโดนประกบเป็นแซนด์วิช คือ เจอทั้งกลยุทธ์ราคาจากสินค้าจีน และตลาดระดับบนที่เล่นในเรื่องของอิมเมจและนวัตกรรมของสินค้า รวมทั้งสงครามราคาบ้าง
เครื่องใช้ไฟฟ้าโหมสร้างแบรนด์
นายเมธา กล่าวว่า การก้าวเข้ามาของผู้ประกอบการจีนในครั้งนี้ไม่ธรรมดา จากเดิมอาจจะอาศัยกลไกราคาที่ถูกกว่ามาทำตลาด แต่ไม่ได้มีการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง แต่หลังจากเอฟทีเอมีผล ทำให้ผู้ประกอบการจากจีนมองเห็นศักยภาพตลาดในไทยมากยิ่งขึ้น และไม่เพียงแต่เข้ามาขายเฉยๆ แต่เป็นการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง รวมทั้งเข้ามาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อใช้ความหลากหลายเรียกความมั่นใจจากผู้บริโภคไทย
สำหรับปีนี้อย่างน้อยจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาทำตลาด 2 แบรนด์ ได้แก่ ต้าถุง และถังหงส์ เพราะในขณะนี้ถือว่าภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ค่อยดีมากนัก ประกอบกับกำลังซื้อของคนที่ลดลง เป็นช่วงที่จะทำให้สินค้าจากจีนจะได้รับการยอมรับและตอบรับมากขึ้น และคาดว่าภายใน 4-5 ปีแบรนด์จากจีนจะเข้าทำตลาดไทยมากกว่า 10 แบรนด์ จากปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนที่เข้ามาทำตลาด ได้แก่ ไฮเออร์ และทีซีแอล เท่านั้น
แนะสินค้าไทยสร้างแบรนด์รับมือ
นายเมธี กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว โดยหันมาเน้นการสร้างแบรนด์ ยกตัวอย่าง แฟมิลี่ ถือเป็นแบรนด์ไทยรายแรกที่กลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพราะการแข่งขันด้านราคาแบรนด์ไทยขณะนี้ไม่สามารถสู้กับสินค้าจากประเทศจีนได้ โดยปัจจุบันการทำตลาดของแบรนด์ไทย พื้นที่เหลือในขณะนี้คือตลาดในต่างจังหวัดเท่านั้น ขณะที่กลยุทธ์การตลาด คือ การลดราคาอย่างหนักประมาณ 25-30% ซึ่งผลที่ตามมา คือ คุณภาพสินค้าลดลง
แบรนด์ญี่ปุ่น-เกาหลีปรับตัว
นายเมธี กล่าวว่า ที่ผ่านมาโซนี่และซัมซุงจะเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าระดับกลาง-บน ในช่วงเริ่มทำตลาดทั้งสองแบรนด์ จะเน้นเจาะตลาดกลางเป็นหลัก แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาโซนี่และซัมซุง ทุ่มงบเป็นจำนวนมาก เพื่อยกระดับตราสินค้าไปสู่ระดับไฮเอนด์มากยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาตีตลาดในไทย ประกอบกับการตัดสินใจซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภค ยังคำนึงถึงตราสินค้าเป็นส่วนสำคัญอยู่
ขณะที่นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนยี่ห้อ ชาร์ป เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มปรับภาพลักษณ์ชาร์ปโดยอาศัยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อให้ชาร์ปเป็นสินค้าระดับบนมากขึ้น แม้ว่าในเวลานี้สัดส่วนยอดขายของสินค้ากลุ่มไฮเอนด์มีน้อยกว่า 5%
ทั้งนี้การปรับตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่น-เกาหลี โดยหันไปเล่นตลาดระดับบน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันราคากับเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนได้ เพราะในสภาพที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การหั่นราคาลงมาเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าไทยหากไม่มีการปรับตัว โดยหันมาสร้างตราสินค้า สุดจบคงอยู่ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินไปอย่างน้อยก็ 5 ปี หลังจากภาษีนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหลือ 0%
อีก6ปีบทพิสูจน์นมไทยร้ายหรือดี
นางกวีมาศ ตั้งคีรีพิมาน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์ ฟู้ดส์ โฟร์โมสต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมนมของไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเขตเสรีการค้าระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย เพราะภาษีนำเข้านมยังสูงอยู่ แต่ถ้าในช่วง 6 ปีขึ้นไปจากนี้ ภาษีนำเข้าลดลงเหลือ 5% เชื่อว่าอุตสาหกรรมนมไทย จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะนมจากออสเตรเลียจะได้เปรียบในเรื่องของโครงสร้างราคาทันที
อย่างไรก็ตามในส่วนของนมดิบอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะราคาจำหน่ายจะเป็นไปตามตลาดโลกมากกว่า ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก คือ นมสำเร็จรูป เช่น กลุ่มนมผง ส่วนนมพร้อมดื่มเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะส่วนหนึ่งมีปัจจัยด้านการขนส่ง ซึ่งโฟร์โมสต์มั่นใจว่าบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบในส่วนดังกล่าวมากนัก ส่วนการที่บริษัทจะปรับตัวเพื่อตั้งรับอย่างไรนั้น คงก็จะต้องมาพิจารณากันอีกครั้งว่า การเข้ามาของผู้ประกอบการออสเตรเลียจะมาในรูปแบบใด เช่น ใช้กลยุทธ์ราคา หรืออาจจะเน้นหนักในเรื่องของการสร้างแบรนด์ เป็นต้น
ล่าสุดบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการไทยรายเดียวในประเทศ ไทยที่เหลืออยู่ โดยมีผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน,ยูเอชทีตรามะลิ ได้ตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัท คัมพินา อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตนมภายใต้ยี่ห้อคัมพินา ยาซู โชคชัย อลาสก้า และอื่นๆ จากเนเธอร์แลนด์ 500 ล้านบาท ในสัดส่วน50:50 จัดตั้งบริษัท ทีดีไอ คัมพินา จำกัด ที่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา
โดยการร่วมมือในครั้งนี้อุตสาหกรรมนมไทย แลกเปลี่ยนโนฮาวด์ของคัมพินายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนมอันดับ 12-13 ของโลก ซึ่งตัวบริษัทจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตจะต่ำลง และประการสำคัญเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับกับการเปิดเขตเสรีการค้าระหว่างประเทศหรือ เอฟทีเอ ระหว่างไทยออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามว่าภายใน 5-6 ปีนี้ อุตสาหกรรมนมไทยมูลค่า 26,100 ล้านบาท จะมีทิศทางอย่างไร จากในปีที่ผ่านมาตลาดนมมีอัตราการเติบโต 13% แต่เมื่อดูถึงอัตราการบริโภคของคนไทยเฉลี่ย 20 ลิตรต่อคนต่อปี เมื่อเทียบประเทศสิงคโปร์ 58 ลิตรต่อคนต่อปี ยุโรปสูงกว่าถึง 7 เท่า หรือราว 140 ลิตรต่อคนต่อปี ตลาดนมไทยยังมีอัตราการเติบโตได้อีกมาก และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ล่อตาล่อใจออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ไวน์โลกใหม่เกิดไวน์ไทยเดี้ยง
ด้านการแข่งขันตลาดไวน์ภายในประเทศ ปัจจุบันนี้ไวน์นำเข้ายังคงเป็นคู่แข่งรายหลัก ประกอบด้วย ไวน์ฝรั่งเศส และล่าสุดไวน์โลกใหม่หรือไวน์จากออสเตรเลียที่กำลังมาแรงในไทยขณะนี้ โดยการเปิดเขตเสรีการค้าไทยกับออสเตรเลีย จะยิ่งทำให้ไวน์โลกใหม่เข้ามาทำตลาดไทยได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้กลไกราคาที่ถูกว่า ขณะที่สภาพไวน์ไทย มีผู้เล่น 7 รายใหญ่ ประกอบด้วย กลุ่มชาละวันของสนั่น ขจรประศาสน์,ชาโต เดอ เลย ฯลฯ ก็ยังไม่ค่อยได้รับความนิยม เมื่อเทียบกับไวน์นำเข้า เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ดื่มคนไทยยังคงยึดติดกับการดื่มไวน์นำเข้ามากกว่าที่จะดื่มไวน์จากผู้ผลิตไทย แต่การเปิดเขตเสรีการค้าไทยกับออสเตรเลีย ยิ่งสร้างความกดดันให้ไวน์ไทยไม่ต้องลืมตาอ้าปาก


