การจัดเสวนา “ลูกหลงเต้า เพราะแม่หลงโฆษณา” เมื่อวานนี้ (21 ก.พ.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ มีความน่าสนใจไม่น้อย โดยนายสง่า ดามาพงศ์ ผู้จัดการแผนงานอาหารและโภชนาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยผลสำรวจเอแบคโพลล์ ถึงความคิดเห็นของแม่ที่มีลูกอายุแรกเกิดถึง 1 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 733 ตัวอย่าง ว่า มีแม่ 70.1% ระบุว่า การโฆษณาของนมผงหรือนมผสมนั้น มีผลจูงใจอยากให้ใช้นมผสมเลี้ยงลูก และมีแม่ 49.2% เคยเห็นหรือเคยได้ยินการโฆษณานมผสมที่เติมสารอาหาร DHA และ AA ที่ทำให้เกิดความสนใจในระดับค่อนข้างมาก จนถึงสนใจมากที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมผสม ซึ่ง 39.1% ระบุเหตุผลว่า ต้องการให้ลูกได้รับสารอาหารอื่นเพิ่มมากขึ้น และ 33.3% ระบุว่า อยากให้ลูกฉลาด แข็งแรง และมีพัฒนาการทางด้านสมอง
นอกจากนี้ มีแม่ถึง 67.9% ระบุว่า การโฆษณานมผสม ทำให้เข้าใจว่า สามารถใช้ได้กับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ได้และ 66.7% ระบุว่าโฆษณานมผงที่มาสารพิเศษอื่นๆ มีส่วนช่วยทำให้น่าสนใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมผงซึ่งผลสำรวจชี้ชัดว่าโฆษณามีผลต่อการตัดสินใจค่อนข้างมาก
พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช รองประธานศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การโฆษณาการเติมสาร DHA และ AA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดสายโซ่ยาวในนมผสมตามสื่อต่าง ๆ จาก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ รายการวิทยุ ทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยทางตรงแจ้งข้อมูลอย่างชัดเจนว่า สารทั้งสองชนิดมีผลต่อการสร้างสมองของลูก ส่วนทางอ้อมมีการนำเสนอบทความทางวิชาการ ทำให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามว่า สาร DHA และ AA ที่เติมในนมผสมมีประโยชน์ทำให้พัฒนาการของสมองดีใกล้เคียงกับนมแม่หรือดีกว่านมแม่เสียอีก
ศ.เกียรติคุณ นพ.วีระพงษ์ ฉัตรานนท์ คณะกรรมการที่ปรึกษาศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้แม่เข้าใจผิดในเรื่องการโฆษณาของนมผสมที่มีการเติมสารอาหาร DHA และ AA ว่า เป็นสารที่ช่วยในการพัฒนาสมองของทารก ซึ่งความเป็นจริงแล้ว การพัฒนาสมองของเด็กที่สำคัญมาจากพันธุกรรมและน้ำนมของแม่ ส่วนสาร DHA และAA มีส่วนช่วยพัฒนาสมองจริง แต่หากเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในอีกมากมายหลายปัจจัยที่ช่วยพัฒนาสมองคนทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่ที่เพิ่งฮือฮาในระยะหลังขึ้นมาก็เพราะการโฆษณา
“พัฒนาการของสมองเป็นผลการทำงานประสานกันระหว่างพันธุกรรมที่ได้จากพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดู ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองทั้งโดยตรงและอ้อม ที่จริงสารทั้งสองตัวมีอยู่แล้วในนมแม่ตามธรรมชาติ แต่ไม่มีอยู่ในนมวัวเลย เพราะไม่จำเป็นสำหรับลูกวัว แต่สำหรับคนเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ผลิตนมผงจึงต้องมาหาว่าเพิ่ม และ DHA และ AA ที่เพิ่มในนมผงก็ไม่ได้มาจากนมแม่ หรือนมสัตว์อื่น ต้องสกัดมาจากสาหร่ายเซลล์เดียว น้ำมันปลา ไข่แดงสกัด และถึงแม้จะหามาใส่เพิ่มแล้วก็ยังขาดสารที่สำคัญอีกหลายร้อนชนิด”
นายแพทย์วีระพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจาก DHA และ AA แล้วนมแม่ยังมีสารที่สำคัญมากมายต่อการพัฒนาการของสมอง ที่เรียกว่า Nerve growth factor ซึ่งช่วยเซลล์สมองและประสาทให้พัฒนาได้สมบูรณ์ที่สุด สารนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงเลย เพราะบริษัทนมยังหามาเพิ่มไม่ได้ นอกจากนี้ นมแม่ยังมีฮอร์โมนและสารอื่นที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทั้งร่างกายและสมอง การที่แม่เข้าใจผิดและนำไปสู่การซื้อนมผสมมาให้ลูกกินนั้น ข้อเสียที่สำคัญคือ ทำให้เด็กไทยสูญเสียโอกาสในการกินนมแม่ ซึ่งผลวิจัยออกมาชัดเจนว่า นมแม่ดีกว่านมผสมอย่างแน่อนทั้งพัฒนาไอคิว อีคิว และในบางรายได้ของแถมทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้อีกด้วยเนื่องจากการกระตุ้นของโปรตีนในนมวัว
ผศ.พญ.กุสุมา ชูศิลป์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสริมว่า สารอาหาร DHA และ AA ที่ได้จากนมแม่นั้นธรรมชาติจะมีการปรับปริมาณให้อย่างเหมาะสม ในแต่ละช่วงและมีการสร้างผลิตในร่างกายที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที แต่ DHA และAA ที่ได้จากนมผสมนั้นยังไม่มีผลวิจัยชิ้นใด ที่รายงานว่า ปริมาณที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าใด ต้องมีสัดส่วนอย่างไร จึงยังไม่มีการยืนยันว่า การเติมสารเหล่านี้ลงไปจะมีผลในการเสริมสร้างสมองจริงรวมทั้งในระยะยาวจะมีโทษหรือไม่
ขณะที่ ภก.มานิตย์ อรุณากูร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเติมสารเหล่านี้ได้ แต่ห้ามโอ้อวด ว่า ทำให้ฉลาด หรือทำให้มองเห็นชัด เพราะไม่มีข้อพิสูจน์ได้ ดังนั้น ปี 2548 อย.มีการจับปรับบริษัทผลิตนมที่แจกแผ่นพับแผ่นปลิวฐานโฆษณาไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 8 ราย ซึ่งจะมีโทษจำ 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และหากมีการกระทำผิดซ้ำก็จะมีการเพิ่มโทษ ส่วนกรณีโอ้อวดเกินจริงมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 30,000 บาท
ดร.มล.จันทร์กฤษณา ผลวิวัฒน์ แม่อาสาวิทยากรที่ได้รับเชิญบรรยายกลุ่มนมแม่ หรือที่รู้จักกันดีว่า แม่น้องชมพู หมูเต๊ะ กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการใช้นมผสมในการเลี้ยงลูก โดยมักจะเลือกจากปริมาณคุณค่าทางอาหารที่ระบุ และเลือกยี่ห้อที่มีสารอาหารมากที่สุด แต่ผลที่ได้ คือ ลูกคนแรกเป็นโรคภูมิแพ้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่อายุ 7 เดือน เปรียบเทียบกับลูกคนที่ 2 ซึ่งกินนมแม่มาตลอดเพียงอย่างเดียวเป็นเด็กที่มีสุขภาพดีและแข็งแรงมาก
นอกจากนี้ มีแม่ถึง 67.9% ระบุว่า การโฆษณานมผสม ทำให้เข้าใจว่า สามารถใช้ได้กับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ได้และ 66.7% ระบุว่าโฆษณานมผงที่มาสารพิเศษอื่นๆ มีส่วนช่วยทำให้น่าสนใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมผงซึ่งผลสำรวจชี้ชัดว่าโฆษณามีผลต่อการตัดสินใจค่อนข้างมาก
พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช รองประธานศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การโฆษณาการเติมสาร DHA และ AA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดสายโซ่ยาวในนมผสมตามสื่อต่าง ๆ จาก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ รายการวิทยุ ทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยทางตรงแจ้งข้อมูลอย่างชัดเจนว่า สารทั้งสองชนิดมีผลต่อการสร้างสมองของลูก ส่วนทางอ้อมมีการนำเสนอบทความทางวิชาการ ทำให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามว่า สาร DHA และ AA ที่เติมในนมผสมมีประโยชน์ทำให้พัฒนาการของสมองดีใกล้เคียงกับนมแม่หรือดีกว่านมแม่เสียอีก
ศ.เกียรติคุณ นพ.วีระพงษ์ ฉัตรานนท์ คณะกรรมการที่ปรึกษาศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้แม่เข้าใจผิดในเรื่องการโฆษณาของนมผสมที่มีการเติมสารอาหาร DHA และ AA ว่า เป็นสารที่ช่วยในการพัฒนาสมองของทารก ซึ่งความเป็นจริงแล้ว การพัฒนาสมองของเด็กที่สำคัญมาจากพันธุกรรมและน้ำนมของแม่ ส่วนสาร DHA และAA มีส่วนช่วยพัฒนาสมองจริง แต่หากเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในอีกมากมายหลายปัจจัยที่ช่วยพัฒนาสมองคนทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่ที่เพิ่งฮือฮาในระยะหลังขึ้นมาก็เพราะการโฆษณา
“พัฒนาการของสมองเป็นผลการทำงานประสานกันระหว่างพันธุกรรมที่ได้จากพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดู ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองทั้งโดยตรงและอ้อม ที่จริงสารทั้งสองตัวมีอยู่แล้วในนมแม่ตามธรรมชาติ แต่ไม่มีอยู่ในนมวัวเลย เพราะไม่จำเป็นสำหรับลูกวัว แต่สำหรับคนเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ผลิตนมผงจึงต้องมาหาว่าเพิ่ม และ DHA และ AA ที่เพิ่มในนมผงก็ไม่ได้มาจากนมแม่ หรือนมสัตว์อื่น ต้องสกัดมาจากสาหร่ายเซลล์เดียว น้ำมันปลา ไข่แดงสกัด และถึงแม้จะหามาใส่เพิ่มแล้วก็ยังขาดสารที่สำคัญอีกหลายร้อนชนิด”
นายแพทย์วีระพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจาก DHA และ AA แล้วนมแม่ยังมีสารที่สำคัญมากมายต่อการพัฒนาการของสมอง ที่เรียกว่า Nerve growth factor ซึ่งช่วยเซลล์สมองและประสาทให้พัฒนาได้สมบูรณ์ที่สุด สารนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงเลย เพราะบริษัทนมยังหามาเพิ่มไม่ได้ นอกจากนี้ นมแม่ยังมีฮอร์โมนและสารอื่นที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทั้งร่างกายและสมอง การที่แม่เข้าใจผิดและนำไปสู่การซื้อนมผสมมาให้ลูกกินนั้น ข้อเสียที่สำคัญคือ ทำให้เด็กไทยสูญเสียโอกาสในการกินนมแม่ ซึ่งผลวิจัยออกมาชัดเจนว่า นมแม่ดีกว่านมผสมอย่างแน่อนทั้งพัฒนาไอคิว อีคิว และในบางรายได้ของแถมทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้อีกด้วยเนื่องจากการกระตุ้นของโปรตีนในนมวัว
ผศ.พญ.กุสุมา ชูศิลป์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสริมว่า สารอาหาร DHA และ AA ที่ได้จากนมแม่นั้นธรรมชาติจะมีการปรับปริมาณให้อย่างเหมาะสม ในแต่ละช่วงและมีการสร้างผลิตในร่างกายที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที แต่ DHA และAA ที่ได้จากนมผสมนั้นยังไม่มีผลวิจัยชิ้นใด ที่รายงานว่า ปริมาณที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าใด ต้องมีสัดส่วนอย่างไร จึงยังไม่มีการยืนยันว่า การเติมสารเหล่านี้ลงไปจะมีผลในการเสริมสร้างสมองจริงรวมทั้งในระยะยาวจะมีโทษหรือไม่
ขณะที่ ภก.มานิตย์ อรุณากูร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเติมสารเหล่านี้ได้ แต่ห้ามโอ้อวด ว่า ทำให้ฉลาด หรือทำให้มองเห็นชัด เพราะไม่มีข้อพิสูจน์ได้ ดังนั้น ปี 2548 อย.มีการจับปรับบริษัทผลิตนมที่แจกแผ่นพับแผ่นปลิวฐานโฆษณาไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 8 ราย ซึ่งจะมีโทษจำ 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และหากมีการกระทำผิดซ้ำก็จะมีการเพิ่มโทษ ส่วนกรณีโอ้อวดเกินจริงมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 30,000 บาท
ดร.มล.จันทร์กฤษณา ผลวิวัฒน์ แม่อาสาวิทยากรที่ได้รับเชิญบรรยายกลุ่มนมแม่ หรือที่รู้จักกันดีว่า แม่น้องชมพู หมูเต๊ะ กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการใช้นมผสมในการเลี้ยงลูก โดยมักจะเลือกจากปริมาณคุณค่าทางอาหารที่ระบุ และเลือกยี่ห้อที่มีสารอาหารมากที่สุด แต่ผลที่ได้ คือ ลูกคนแรกเป็นโรคภูมิแพ้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่อายุ 7 เดือน เปรียบเทียบกับลูกคนที่ 2 ซึ่งกินนมแม่มาตลอดเพียงอย่างเดียวเป็นเด็กที่มีสุขภาพดีและแข็งแรงมาก


