xs
xsm
sm
md
lg

อัญมณีไทยยังแกร่งรับมือเอฟทีเอได้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ในงานสัมมนาเตรียมความพร้อมรับมือเอฟทีเอที่จัดขึ้นระหว่างภาครัฐกับเอกชนเฉพาะกลุ่มธุรกิจเครื่องหนัง รองเท้า และอัญมณี กว่า 150 ราย เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการส่งสัญญาณระบุว่า ธุรกิจอัญมณีของไทยยังมีความแข็งแกร่งที่ยังพอฟาดแข้งกับเอฟทีเอได้ ขณะที่ธุรกิจเครื่องหนังส่อแววแย่ เหตุสู้ของลอกเลียนแบบไม่ได้

นายนิลสุวรรณ ลีลารัศมี  ประธานกรรมการกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าและมาตรฐานกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แนะให้ธุรกิจในกลุ่มเครื่องหนัง รองเท้า และอัญมณี เร่งจัดทำระบบบัญชี เพื่อให้เข้าเกณฑ์การเป็นแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) รวมทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ทั้งนี้ยังได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยกลุ่มนี้ว่าจะสามารถจำหน่ายได้มากขึ้น เนื่องจากคนไทยมีทักษะงานฝีมือด้านการเจียระไน และออกแบบเครื่องหนังและอัญมณีอยู่แล้ว รวมทั้งการรับจ้างเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพด้วย 

นางจิตราภรณ์ เตชาชาญ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกปี 48 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมูลค่า 773 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 590 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา อิสราเอง ฮ่องกง เบลเยี่ยม และญี่ปุ่น ส่วนตลาดที่มีการขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง และสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงต้นปีจะมีตัวเลขการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขการนำเข้าก็สูงตามไปด้วย โดยไตรมาสแรกปี 48 ไทยได้นำเข้าเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ มูลค่ารวม 1,330 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 777 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ามาจากออสเตรเลีย ฮ่องกง สวิสเซอร์แลนด์ อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา

นอกจากนั้นในอนาคตยังมีแนวโน้มว่าการส่งออกจะทรงตัวด้วย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจทั้งของโลกและของคู่ค้าตึงตัว ยกเว้นตลาดในยุโรป สหรัฐฯ ฮ่องกง และออสเตรเลีย ที่มีการเปิดเสรีการค้าทั้งรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี ด้านประเทศคู่แข่งที่สำคัญของไทย ได้แก่ จีนและอินเดียนั้น มีแนวโน้มเพิ่มบทบาทในตลาดระดับล่างมากขึ้นด้วย

ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องหนังในไทย ซึ่งประกอบด้วยรองเท้าและเครื่องใช้เดินทาง ได้แก่ กระเป๋าประเภทต่างๆ ในไตรมาสแรกของปี 48 มียอดส่งออกสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาส 4 ของปี 47 ขณะที่เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น ส่วนตลาดส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ แคนนาดา สหรัฐฯ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้ารองเท้าได้ลดลง -16% ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 48 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง -16% จากไตรมาส 4 ของปีก่อน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นถึง 35% โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากเวียดนาม อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมรองเท้าและผลิตภัณฑ์เครื่องหนังไทยอาจอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากภาวะตลาดส่งออกทั่วโลกที่หดตัว และเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้ายังไม่ฟื้นตัว ขณะที่การนำเข้าของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกระเป๋าที่เพิ่มขึ้นในทุกรายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมจากอิตาลี ฝรั่งเศส ส่วนสินค้าราคาถูกและมีคุณภาพต่ำจากจีนมีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไทยโดยตรง ขณะนี้ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนกำลังหามาตรการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำจากจีนไม่ให้ทะลักเข้ามาในประเทศไทยแล้ว