xs
xsm
sm
md
lg

แนะอสังหาฯรายย่อยอย่าดันทุรังหากต้นทุนสูงกว่ามูลค่าขายโครงการ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายวสันต์ คงจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บริษัทเอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด AREA กล่าวว่า จากภาวะต้นทุนการก่อสร้างที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งผลกระทบในเรื่องราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดได้เปรียบคู่แข่งที่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ในเรื่องของต้นทุนการก่อสร้างและต้นทุนการเงิน ซึ่งนับจากต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปปัจจุบัน ต้นทุนทางด้านค่าขนส่ง วัสดุก่อสร้าง แรงงาน ส่งผลให้ต้นทุนในการก่อสร้างโดยรวมปรับตัวขึ้นไปอีกประมาณ 12-15% ส่วนต้นทุนทางการเงินซึ่งเกิดจากการกู้สถาบันการเงินปรับตัว 9-12% ทำให้ผุ้ประกอบการรายเล็กที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการใหม่มีความลำบากในการบริหารต้นทุน
ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีความได้เปรียบในเรื่องของเครื่องมือทางด้านการเงิน เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากสถาบันการเงินในฐานะที่เป็นลูกค้าและพันธ์มิตรมาในระยะยาว ทำให้สามารถกู้สินเชื่อโครงการในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติ นอกจากนี้ยังสามารถสต็อกวัสดุในระยะยาวได้ จึงมีความได้เปรียบรายเล็กในทุกด้าน โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสามารถระดมทุนมาใช้พัฒนาโครงการก่อนโดยไม่ต้องเสียต้นทุนทางด้านดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการรายใหม่ที่เป็นลูกค้าของบริษัท ได้นำโครงการมาให้บริษัทประเมินความคุ้มค่าในการพัฒนาโครงการ พบว่าส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีต้นทุนในการก่อสร้างที่สูงกว่ามูลค่าในการพัฒนา แต่ก็ยังยืนยันที่จะพัฒนาโครงการต่อเนื่องจากได้ใช้เงินกู้ในการซื้อที่ดินไปแล้วทำให้ต้องเดินหน้าในการพัฒนาต่อ ดังนั้น จึงเห็นว่าสำหรับผู้บริโภคที่จะพิจารณาซื้อที่อยู่อาศัยควรพิจารณาถึงสภาพคล่องของผู้ประกอบการ และความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ
" ผู้บริโภคที่จะซื้อบ้าน อย่ารีบร้อนตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ เพราะกลัวว่าเมื่อซื้อช้าออกไปจะทำให้ต้องซื้อบ้านราคาแพง เพราะในขณะนี้ไม่ว่าที่ไหนราคาก็ปรับขึ้นหมดแล้วต้นทุนได้ปรับตัวขึ้นไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่ในการซื้อควรตามกำลังการผ่อนส่ง และพิจารณาบริษัทผู้ประกอบการด้วยว่าจะสามารถส่งมอบบ้านให้ได้หรือไม่ ส่วนสถาบันการเงินเองควรเข้มงวดในการปล่อยกู้ ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการด้วยเพราะที่ผ่านมาการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินไม่เข้มงวดนัก ซึ่งในอนาคตหากเกิดวิกฤติรายย่อยก็มีโอกาสทิ้งโครงการเหมือนช่วงที่ผ่านมา" นายวสันต์กล่าว
นายโสภณ พรโชคชัย กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงสถานการณ์การเปิดตัวโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ในเดือนกรกฎาคม 2548 ว่ามีจำนวนโครงการเกิดใหม่ จำนวนน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา 1 โครงการ จากการสำรวจพื้นกทม.และปริมณฑลพบว่ามีการเปิดโครงการรวมทั้งสิ้น 33 โครงการ มีจำนวนหน่วยรวมกันทั้งสิ้น 4,515 หน่วย มีมูลค่าขายรวม 16,381 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัย30 โครงการ และอีก 3 โครงการเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น
ทั้งนี้ จากจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นใหม่ในเดือนก.ค.นี้ มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยวจำนวน 1,876 หน่วย มูลค่าขาย 6,854 ล้านบาท คิดเป็น42% ของจำนวนหน่วยที่เปิดขายทั้งหมด รองมาคืออาคารชุดจำนวน 860 หน่วย มูลค่าขาย 1,389 ล้านบาท หรือประมาณ 19% ถัดมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ จำนวน789 หน่วย มูลค่าขาย1,797 ล้านบาท คิดเป็น17%และอาคารพาณิชย์จำนวน391 หน่วย มูลค่าขาย 1,476 ล้านบาท คิดเป็น9% ของจำนวนหน่วยขายทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นที่ดินจัดสรรและอสังหาฯอื่นๆ
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณามูลค่ารวมของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดใหม่ในเดือนก.ค.แล้ว จำนวน มูลค่าขายมีอัตราลดต่ำกว่าเดือนมิ.ย. 1,859 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 10% ในขณะเดียวกันจำนวนหน่วยที่เปิดขายก็มีลดลงเช่นกัน โดยมีหน่วยที่เปิดขายลดลง 684 หน่วย คิดเป็นอัตราการลดลง 13% เนื่องจากเดือนที่ผ่านมามีการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดระดับราคาไม่เกิน 3.000 ล้านบาทมากถึง 44% ของหน่วยขายทั้งหมด และมีการเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับราคาเกิน 5 ล้านบาทลดน้อยลง
นายโสภณกล่าวว่า สำหรับในเดือน ก.ค.เมื่อพิจารณาถึงผู้ประกอบการที่เปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนนี้ จะพบว่า เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เป็นสำคัญมีมากถึง 10 บริษัท คือ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน), บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ, บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไรมอนด์แลนด์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน)
ส่วน ทำเลที่ตั้ง ที่มีการเปิดตัวโครงการพบว่ามีจำนวน 2 โครงการเท่านั้น ที่เปิดตัวใหม่ในเขตใจกลางเมือง ซึ่งในเดือนนี้โครงการส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตต่อเมือง (intermediate area) มีจำนวนมากถึง 30 แห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนววงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก-สุวรรณภูมิ, เทพารักษ์, รามอินทรา และตามแนววงแหวนฝั่งตะวันตก นอกจากนี้ก็ยังมีการกระจายตัวอยู่บริเวณสามพราน, คลองหลวง และสุวินทวงศ์ เป็นต้น ส่วนทีเหลืออีก 1 โครงการจะเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
กำลังโหลดความคิดเห็น...