ก.พาณิชย์เตรียมใช้วีธีบาร์เตอร์เทรด ระหว่างสินค้าเกษตรไทยกับยุทโธปกรณ์และเครื่องจักรของต่างประเทศใน 3 โครงการใหญ่ พร้อมมั่นใจจะมีอำนาจต่อรองกับต่างประเทศได้ เนื่องจากข้าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก รวมไปถึงสินค้าเกษตรประเภทอื่นก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการค้าแบบบาร์เตอร์เทรดด้วย
นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเจรจาลักษณะบาร์เตอร์เทรด สินค้าเกษตรไทยกับยุทโธปกรณ์จากประเทศที่มีความเป็นไปได้ 3 โครงการ คือ โครงการจัดซื้อเครื่องบินรบของกองทัพอากาศกับรัสเซีย สวีเดน สหรัฐ ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีแนวโน้มยอมรับสินค้าเกษตรของไทย โครงการจัดซื้อเครื่องจักรของโรงงานยาสูบแห่งใหม่ที่จะย้ายไปจังหวัดเชียงใหม่ โดยเจรจากับผู้ผลิตจากประเทศจีนซึ่งมีแนวโน้มจะแลกเปลี่ยนกับข้าวไทย โครงการจัดซื้อเรือพร้อมระบบเรดาร์ของกองทัพเรือซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ต้องการให้การซื้อสินค้าจากต่างประเทศต้องแลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตรไทยครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้โครงการลงทุนสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ไม่ต้องมีภาระหนี้สินมากเกินไป
“ส่วนปริมาณข้าวขณะนี้ เป็นข้าวของรัฐบาลประมาณร้อยละ 10-20 ของข้าวส่งออกทั้งหมด หากดำเนินการบาร์เตอร์เทรดต่อไปเรื่อย ๆ จะต้องใช้ข้าวที่จะปลูกในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า จึงจะเพียงพอ ถือเป็นกลยุทธ์ปรับราคาข้าวให้กับชาวนาไทยตามภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำในการส่งออกข้าวของโลก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
นายทนง มั่นใจว่าไทยมีอำนาจต่อรองในสินค้าข้าวค่อนข้างมาก เนื่องจากข้าวเป็นสินค้าที่จำหน่ายไม่ยากและยังมีความต้องการของตลาด ส่วนสินค้าเกษตรอื่นจะดำเนินการลักษณะดังกล่าวได้ เช่น มันสำปะหลัง ไก่ กุ้ง และยางพารา โดยเห็นว่าราคาสินค้าเกษตรชนิดไหนมีแนวโน้มลดลงจะนำมาทำเป็นบาร์เตอร์เทรดทั้งหมด ส่วนสินค้าเกษตรที่มีราคาดีอยู่แล้ว เช่น กาแฟ จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ส่วนผลกระทบกับภาคเอกชนมั่นใจว่าไม่มี เนื่องจากเอกชนคือผู้ค้าข้าวรายใหญ่ถึงร้อยละ 80 ของข้าวส่งออกทั้งประเทศ ซึ่งได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเชิญเอกชนมาหารือแล้ว นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการส่งออกยังเตรียมจัดงานอินเตอร์เนชั่นแนล กิฟท์ เฟสติวัล ในปลายปีนี้ ซึ่งจะนำสินค้าเกษตรมาวางจำหน่ายในราคาถูกด้วย


