ผู้จัดการรายสัปดาห์ - ศึกชิงคลื่นวิทยุฝุ่นตลบ หลัง อสมท และกองทัพบก ดึงกลับมาดูแลเอง ส่งให้ผู้ประกอบการต้องวิ่งหาคลื่นจนขาขวิด บางรายโชคร้ายต้องตกหน้าปัดไปโดยปริยาย
จับตาการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ ที่มีลีลาการบริหารคลื่นอย่างเด็ดดวง ภายใต้การกุมบังเหียนของ “มิ่งขวัญ” นักกลยุทธ์ระดับซือแป๋เรียกพี่ เมื่อต้องมาประมือกับมือเก๋าของวงการ โดยเฉพาะค่ายสกายไฮที่กำลังดีวันดีคืน กับจีเอ็มเอ็มมีเดียที่ต้องการทวงตำแหน่งผู้นำ
ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการแข่งขันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ถึงขนาดผู้เชี่ยวชาญในวงการเอ่ยปากบอกว่า เป็นยุคของการเปลี่ยนโฉมจากอนุรักษ์นิยม มาสู่การแข่งขันเชิงรุกที่เต็มไปด้วยการตลาดแบบครบเครื่องมากขึ้น
ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อชิงคลื่นวิทยุของผู้ประกอบการรายใหญ่ 5 ค่ายในปีที่ผ่านมา ระหว่าง จีเอ็มเอ็มมีเดีย ของค่ายแกรมมี่, สกายไฮ เน็ตเวิร์ค ที่อาร์เอสส่งเข้าประกวด, เวอร์จิ้น จากค่ายบีอีซี, วีอาร์วันที่เพิ่งกลับมาหวานชื่นกับคลิก เรดิโออีกครั้ง และทราฟฟิก คอร์นเนอร์ เจ้าพ่อเพลงลูกทุ่ง ที่เป็นไปอย่างดุเดือด อันเนื่องมาจากการที่อสมท. มีนโยบายดึงคลื่นวิทยุทั้งหมดในกรุงเทพฯของตนกลับมาบริหารเอง โดยเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2548
กับอีกกรณีที่เป็นตัวเร่งให้การชิงคลื่นยิ่งร้อนแรงกว่าเดิมก็คือ การที่กองทัพบกจะยกเลิกการ ให้เอกชนเข้ามาเช่าคลื่นวิทยุ 126 สถานีของกองทัพบกในวันที่ 31 ธันวาคมปีที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบกที่ต้องการเป็นผู้ดำเนินงานบริหารเวลาคลื่นวิทยุทั้งหมดเอง
ด้วยแรงกระแทกจากเด้งแรก ทำให้ผู้ประกอบการเดิมที่เคยได้สัมปทานจากอสมท. หากพิจารณาเฉพาะกรุงเทพฯ มีคลื่นทั้งหมด 6 คลื่นคือ เอฟเอ็ม 96.5, 97.5, 99, 105 และ 107 MHz ต้องระเห็จไปหาคลื่นใหม่ ซึ่งเกือบทั้งหมดย่อมวิ่งไปหาคลื่นที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งทุกกองทัพมีสถานีทั้งวิทยุ และโทรทัศน์ในความดูแลประมาณ 200 กว่าสถานี ทั้งที่ตามปกติคลื่นของกองทัพก็มีผู้ต้องการเข้ามาขอสัมปทานหลายรายอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อผสมกับคนที่อกหักจากอสมท.เข้ามาเพิ่มอีกยิ่งทำให้ความยากลำบากในการได้คลื่นของแต่ละผู้ประกอบการยิ่งเพิ่มสูงตามไปด้วย
“สมมติแต่ก่อนมีผู้ประกอบการ 6 เจ้า วิ่งเข้าอสมท. 3 เจ้า อีก 3 เจ้าวิ่งหาทหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ 3 เจ้าที่เคยได้อสมท.ไม่ได้แล้ว อีก 3 เจ้าจึงต้องวิ่งไปหาทหาร กลายเป็น 6 ทำให้ฝุ่นตลบ จะสังเกตว่าในปลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนมือกันพอสมควร”คนในวงการสะท้อนภาพให้ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ฟัง
แถมเมื่อเจอเด้งที่สองจากกองทัพบก ให้ประมูลคลื่นจากส่วนกลาง หรือไม่ต้องมีการประมูลแต่เป็นการทำสัญญาให้เอกชนมาเช่าเพื่อดำเนินรายการ เป็นแค่ผู้จัดรายการร่วมเท่านั้น โดยสถานีจะแบ่งเวลาให้เอกชนรายละไม่เกิน 5 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อไม่ให้ผู้จัดรายใดผูกขาด ทำให้คนที่เคยได้กลับไม่ได้ และคนที่ไม่เคยได้กลับมาได้ ใครที่มีความสัมพันธ์ดีคนนั้นคือผู้ที่จะคว้าคลื่นไปดำเนินการ
และทันทีที่ฝุ่นเริ่มจางลงไป ปรากฏว่าทราฟฟิกฯ ไม่มีคลื่นหลงเหลืออยู่บนหน้าปัดวิทยุเลย จากเดิมที่เคยมี 90.0 ลูกทุ่งเอฟเอ็ม และ 95.0 ลูกทุ่งมหานคร
อสมท.แรงด้วยกลยุทธ์
ทว่า การหายไปของทราฟฟิก คอร์เนอร์ ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ของวงการวิทยุบ้านเราลดจำนวนลง เพราะอสมท. ภายใต้แนวคิด “โมเดิร์น เรดิโอ” คือผู้เล่นหน้าใหม่ที่สอดแทรกเข้ามาแทน ซึ่งจะว่าไปแล้วอสมท.เริ่มเผยโฉมให้เห็นว่าเป็น new player เมื่อครั้งบุกทำคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 107 เพลงสากลในยุค 70-80 สำหรับคนวัย 30 ปีขึ้นไป เป็นการจับกระแส retro ที่กำลังฮิตในบ้านเรามาเล่นอย่างพอดี และที่สำคัญเป็นช่องว่างตลาดที่ยังไม่มีค่ายใดเคยเล่นมาก่อน จากนั้นในช่วงปลายปีจึงค่อยขยับเข้าไปฮุบคลื่น 95.0 เพลงลูกทุ่งมหานครจากทราฟฟิฯ คืน
จากนี้ไปอสมท.จะยิ่งน่าจับตามากขึ้นกับการรุกอีก 3 คลื่นที่เหลือ (ปัจจุบัน 100.5 เป็นคลื่นข่าวที่อสมททำเองอยู่ก่อนแล้ว) เนื่องจากขณะนี้แผนงานต่างๆรวมทั้งแนวทางการดำเนินงานของคลื่นที่เหลือทั้งหมดสรุปเรียบร้อยแล้ว โดยคลื่นที่จะเปิดตัวในต้นเดือนมกราคมคือ SEED FM 97.5 จับกลุ่มวัยรุ่น เน้นเปิดเพลงไทยแบบไม่จำกัดค่าย มีธีรภัทร สัจจกุล เป็นผู้จัดการสถานี
ส่วนคลื่น 96.5 จะเป็นคลื่นสุขภาพในรูปแบบ edutainment และเพลงไทยฟังง่าย ในสัดส่วน 50: 50 ชื่อ “Healthy Thailand คนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง” สำหรับคลื่น 99.0 ที่เดิมสยามสปอร์ตเป็นผู้ได้รับสัมปทานทำคลื่นกีฬานั้น มีข่าวว่าทางอสมทจะยังคงรูปแบบการนำเสนอของคลื่นไว้แบบเดิม เพียงแต่จะเพิ่มเนื้อหาของท่องเที่ยวเข้าไปด้วย
ความน่ากลัวของอสมทอยู่ที่การเป็นเจ้าของคลื่นทำให้ไม่มีต้นทุนค่าสัมปทานเหมือนกับผู้เล่นรายอื่นที่ต้องจ่ายเงินเพื่อการนี้เป็นเงินร่วม 10 ล้านบาทในแต่ละปี อสมทจึงสามารถใช้เงินก้อนนี้ไปทำกิจกรรม หรือจัดแคมเปญโปรโมชั่นแรงๆได้มากกว่า ขณะเดียวกันยังบริหารงานได้อย่างต่อเนื่องไม่ต้องมาพะวงว่าในปีถัดไปจะได้บริหารคลื่นนี้ต่อไปหรือไม่ ทำให้ผู้ผลิต และผู้ฟังมีความต่อเนื่องในการดำเนินการ และรับฟังมากกว่า
แต่ที่น่ากลัวที่สุดขององค์กรแห่งนี้เห็นจะเป็นตัวกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ นักกลยุทธ์ตัวยง ที่ไม่เพียงแต่ปลุกชีพช่อง 9 อสมท.ให้ฟื้นจากแดนสนธยากลายเป็นสถานีที่คนหลายฝ่ายให้ความสนใจทั้ง ผู้ชม เอเยนซี และผู้ผลิตรายการโทรทัศน์รายใหญ่ เมื่อปรับยกโฉมยกใหญ่จากช่อง 9 กลายเป็นโมเดิร์นไนน์ พร้อมวางยุทธศาสตร์ของสถานีเป็นช่องสังคมอุดมปัญญา แต่กำลังใช้กลยุทธ์เพื่อสร้างกระแสนิยมให้กับวิทยุด้วยเช่นกัน
กลยุทธ์ที่ “มิ่งขวัญ” นำมาใช้ เริ่มตั้งแต่คลื่นเอฟเอ็ม 107 เป็นคลื่นเพลงสากลย้อนยุคที่หาฟังได้ยาก เป็นการสร้างความแตกต่างจากสถานีเพลงสากลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เอฟเอ็ม 105 และเอฟเอ็ม 105.5 ที่เปิดเพลงร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังยิงโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ที่ตนเองมีอยู่ในช่วงเปิดตัวใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มผู้ฟังใหม่ๆ
ส่วนลูกทุ่งเอฟเอ็ม 95.0 ที่ได้คลื่นมาจากทราฟฟิกฯ เมื่อราวกลางปีนั้น แทนที่มิ่งขวัญจะเอาคืนทั้งคลื่นเพื่อมาบริหารเองทั้งหมด แต่ก็เปล่า...ยังคงปล่อยให้ทราฟฟิกฯยังบริหารคลื่นต่อไป แต่เพียงครึ่งเดียวในช่วงครึ่งเช้า ส่วนครึ่งบ่ายทางอสมทเป็นผู้ดำเนินการเอง ทั้งที่ตามปกติหากทราฟฟิกหลุดก็ควรจะหลุดหมดทุกช่วงเวลา ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ผู้ฟังไม่เกิดอาการผิดปกติ อาจจะมีบ้างกับผู้จัดรายการที่เปลี่ยนไป แต่การเปิดเพลงโดยรวมที่ยึดแนวฟอร์แมต สเตชั่น คือเปิดเพลงลูกทุ่งทั้งรายการ ทำให้ผู้ฟังไม่รู้สึกสะดุด แม้กระทั่งในช่วงหลังที่ทราฟฟิกฯยกทีมงานออกจากคลื่นนี้จนหมด ผู้ฟังก็ไม่เกิดความรู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด
กระทั่งล่าสุดความนิยมในคลื่นลูกทุ่งนี้ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ขณะเดียวกันยังมีผู้ฟังเพิ่มขึ้นด้วย จากการที่มีช่วงซูเปอร์สเตชั่นที่ออกอากาศผ่านดาวเทียมไปยังคลื่นวิทยุของอสมทในทุกจังหวัด
นอกจากนี้กลยุทธ์ดังกล่าวยังถูกปรับมาใช้กับคลื่นเอฟเอ็ม 99 สปอตเรดิโอด้วยเช่นกัน เพียงแต่เพิ่มท่องเที่ยวเข้ามา เพราะอสมทมุ่งหวังจะได้งบโฆษณาจากราชการที่มีงบประมาณแต่ละปีนับร้อยล้านบาท
ค่ายยักษ์ดิ้นแย่งคลื่นชุลมุน
หากเปรียบคลื่นวิทยุเป็นขนมเค้ก ก็จะเป็นเค้กก้อนเล็กๆเพียงก้อนเดียว แต่ผู้คอยกินอยู่มากมาย แถมเค้กก้อนนี้ไม่สามารถเพิ่มขนาดได้แล้ว เมื่อมีคนอิ่มก็ต้องมีบางคนที่อด แต่ก็มีบางค่ายที่ไม่ยอมอด และไม่ยอมกินให้น้อยลงไปกว่าเดิม โดยเฉพาะค่ายใหญ่ทั้งที่อยู่ใน และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ
ที่ผ่านมาจีเอ็มเอ็มมีเดียต้องอยู่ในสภาพใจหายใจคว่ำพอสมควร เมื่อต้องสูญเสียคลื่นเอฟเอ็ม 94 แบงค็อกเรดิโอ ไปให้กับจีจี นิวส์ เนทเวิร์ค และเสียคลื่น 94.5 เอฟเอ็มเอ็มไปให้กับบีเอ็นที ซึ่งจะว่าไปแล้วคลื่นนี้เมื่อปีที่แล้วเคยเป็นของจีเอ็มเอ็มมาก่อน การเสีย 2 คลื่นนี้ทำให้ผู้บริหารเกิดอาการดิ้นรนสุดเหวี่ยง เนื่องจากจีเอ็มเอ็มเป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การเสีย 2 คลื่นนี้เท่ากับต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาล คิดดูว่าเพียงแค่คลื่นเดียวสามารถทำเงินได้ถึง 10 ล้านบาทต่อเดือน หนึ่งปีก็เท่ากับ 120 ล้าน หากสูญ 2 คลื่นเท่ากับ 240 ล้านบาท ทำให้จีเอ็มเอ็มต้องวิ่งจนขาแทบพลิกเพื่อให้ได้คลื่นเพิ่ม ซึ่งก็สมใจเมื่อได้คลื่น 103 เพลงลูกทุ่งรักไท ของ “เสี่ยช้าง” เดชา สุวินิจจิต กับเอฟเอ็ม 89 ของค่ายเวอร์จิ้นมาอีกคลื่น
ว่ากันว่าเหตุผลที่จีเอ็มเอ็มสามารถคว้าคลื่น 89 มาครองได้ ทั้งที่คลื่นนี้ถือเป็นกล่องดวงใจของเวอร์จิ้นที่สุดรักสุดหวง ด้วยสามารถชิงอันดับหนึ่งเพลงไทย Easy Listening จากค่ายจีเอ็มเอ็มมาครองทั้งที่เปิดตัวมาได้ไม่นานก็คือ ในการประมูลคลื่นแทนที่จะกรอกตัวเลขใส่ซองยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อดูว่าใครเสนอให้มากที่สุด กลับกลายเป็นมีบางคนมาถามว่าเวอร์จิ้นจะเอาคลื่นนี้ต่อหรือไม่เพราะมีอีกฝ่ายกรอกตัวเลขมาเท่านี้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากโขอยู่ ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงมาก ไม่คุ้มต่อการลงทุน เวอร์จิ้นจึงจำต้องปล่อยคลื่นนี้ออกไป และจากต้นทุนที่สูงลิ่วนี้เอง ทำให้จีเอ็มเอ็มต้องขายสปอตโฆษณาด้วยราคาสูงลิ่วราว 3.6 พันบาทต่อ 30 วินาที สูงกว่า 106.5 กรีนเวฟที่เคยครองแชมป์ราคาค่าโฆษณาแพงสุดของวงการคลื่นเพลงบ้านเราที่ราคา 3,000 บาท
สำหรับเหตุผลที่ทำให้คลื่น 89 กลายเป็นแชมป์ได้นั้น มาจากกลยุทธ์เปิดเพลงแบบไม่หยุดตลอด 30 นาที กับการทุ่มโปรโมชั่นพาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ และการเดินสายด้วยรถเรด รันเนอร์ เปิดตัวตามแหล่งชุมชนต่างๆ ที่เป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น สยามสแควร์ จตุจักร ตลอดจนมหาวิทยาลัย ทำให้คลื่นนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ฟังอย่างรวดเร็วแทนที่ 106.5 กรีนเวฟ ที่ผู้ฟังเริ่มเบื่อกับสปอตโฆษณาที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการที่จีเอ็มเอ็มได้คลื่น 89 มาครองก็คือ การหมดคู่แข่งที่น่ากลัวอีกคนไปโดยปริยาย กระทั่งขณะนี้เวอร์จิ้นก็ยังไม่สามารถหาคลื่นใหม่ลงได้ จึงต้องแก้เกมด้วยการให้แฟนนานุแฟนฟังเพลงจากเว็บไซต์ไปพลางๆ แต่งานนี้จีเอ็มเอ็มคงไม่ประมาทคลื่น 93 ของค่ายสกายไฮที่กำลังมาแรงจนน่าจับตา
สกายไฮ...แรงทุกคลื่น
หากเป็นเมื่อ 3 ปีก่อนคงไม่มีผู้ประกอบการรายไหนให้ความสนใจกับอาร์เอสในธุรกิจวิทยุมากนัก ด้วยเวลาที่ผ่านมาแม้อาร์เอสจะมีคลื่นวิทยุอยู่ในมือก็ตาม แต่กลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก สรรพกำลังส่วนใหญ่มุ่งไปที่ภาพยนตร์มากกว่า คลื่นวิทยุจึงมีหน้าที่เพียงเปิดเพลงเพื่อโปรโมทเพลงในค่ายเท่านั้น ต่างจากค่ายแกรมมี่ที่แม้จะเกิดมาจากจากธุรกิจเพลงเช่นเดียวกับอาร์เอส แต่การให้ความสนใจกับการทำธุรกิจวิทยุนั้นแกรมมี่มีมากกว่า โดยเฉพาะในวันนี้วันที่ธุรกิจวิทยุเริ่มแสดงศักยภาพออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้น ด้วยสามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีร่วมพันล้านบาท และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนทางธุรกิจเพลงของแกรมมี่ที่เริ่มซบลง เพราะคงไม่เกินความจริงไปนัก หากจะกล่าวว่ายากนักที่ศิลปินเพลงของค่ายนี้คนไหนจำหน่ายเพลงได้เกิน 1 ล้านยูนิต และศักยภาพที่มากกว่าของธุรกิจวิทยุได้ถูกสะท้อนออกมาจากราคาหุ้นของจีเอ็มเอ็มมีเดีย (GMMM) ในวันที่ 11 มกราคมอยู่ที่ 21.20 บาท สูงกว่า แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์ (Grammy) ที่อยู่ที่ 17.40 บาทเท่านั้น
เมื่อแกรมมี่สามารถทำเงินอย่างงดงามจากธุรกิจวิทยุได้ ทำให้ผู้บริหารของอาร์เอสเริ่มต้องหันมามองด้วยความสนใจ และยิ่งสนใจมากขึ้นเมื่อผู้บริหารของสกายไฮ เน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอาร์เอสออกมาปลุกระดมให้เห็นความสำคัญของธุรกิจนี้
ปัจจุบันสกายไฮมีคลื่นแซด เอฟเอ็ม 88.5 เป็นเพลงวัยรุ่นแข่งกับฮอตเวฟ 91.5 ของแกรมมี่ และมีคูล เอฟเอ็ม 93 ที่เป็น Easy Listening แข่งกับกรีนเวฟ 106.5 ซึ่งขณะนี้คลื่น 93 ขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของคลื่นเพลงที่เป็นแมสเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นคลื่นที่เปิดเพลงของทุกค่ายไม่จำกัดว่าต้องเป็นศิลปินของค่ายอาร์เอสเท่านั้น พร้อมกับเกทับค่ายเวอร์จิ้นด้วยการเปิดเพลงไม่หยุดถึง 50 นาที
“ค่ายแรกที่เปิดเพลง 30 นาทีนันสต็อปคือ 89 ของเวอร์จิ้น แต่คลื่น 93 มาทีหลังเคลมไปเลย 50 นาทีนันสต็อป ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเวิร์กเพราะเหมือนกับไปเลียนแบบคนอื่น แต่ในที่สุดมันกลับได้ผล” แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งของวงการกล่าว
นอกจากนี้ยังมีคลื่นเอฟเอ็ม 106 ที่ถือว่าเป็นเรือธงอีกลำหนึ่งของสกายไฮ ด้วยมีอัตราการเติบโตที่สูงมากแม้จะเพิ่งเปิดตัวเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว เพราะเป็นคลื่นเปิดเพลงไทยที่หาฟังได้ยาก เช่น บทเพลงของเพื่อชีวิตเก่าๆ ทั้งของคาราวาน คาราบาว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคลื่นเอฟเอ็ม 90.0 มาทำเป็นคลื่นลูกทุ่งภายใต้แนวคิด “ลูกทุ่งฮิตอันดับ 1 ของคนเมือง” ด้วยเช่นกัน โดยคลื่นนี้จับกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-40 ปี ใช้รูปแบบการเล่นเพลงแบบต่อเนื่อง 30 นาที ซึ่งเป็นกลยุทธ์ยอดฮิตของวงการเพลงเวลานี้ พร้อมกับทุ่มเงินอีก 10 ล้านบาท ในช่วงเวลา 3 เดือนเพื่อทำประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมกับผู้ฟังเป้าหมาย เชื่อว่าภายใน 3 เดือนจะสามารถกระโดดขึ้นนำในสถานีเพลงลูกทุ่ง
เมื่อค่ายอาร์เอสหันมารุกหนักแบบนี้ น่าจับตาสงครามวิทยุในปีนี้ยิ่งนัก ด้วยแต่ละค่ายคงไม่ใช่แค่เปิดเพลงเพราะๆ รอคนหมุนมาฟังเหมือนก่อนอีกต่อไป แต่คงต้องลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมเพื่อเรียกคนฟังกันอย่างหนัก ด้วยทุกค่ายต่างก็รู้ตัวดีว่าสัมปทานมีระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หากไม่รีบเร่งสร้างกิจกรรมอย่างหนักเพื่อสร้างเรตติ้งแล้ว โอกาสขาดทุนมีอยู่สูงยิ่งนัก
“โดยเฉพาะยิ่งมีสัมปทาน สัญญาหนึ่งปียิ่งต้องเร่งให้คลื่นติดเร็วขึ้นด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะได้ต่อหรือไม่ 3-4 เดือนจะต้องติดแล้ว” แหล่งข่าวในวงการอีกรายให้ความเห็น
ขณะที่ ศิริลักษณ์ พรศิริพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คีย์ ทู ซัคเซส จำกัด กล่าวกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์”ว่า จากนี้การแข่งขันในวงการวิทยุจะเป็นมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจะเปลี่ยนจากแนวอนุรักษ์นิยมมาเป็นเชิงรุกมากขึ้น
วิทยุชุมชนโอกาสใหม่วงการวิทยุ
ถือเป็นช่วงเวลาที่เอื้อผู้ประกอบการวิทยุที่มีปัญหายิ่งนัก หลังจากที่กรมประชาสัมพันธ์มีนโยบายเปิดให้ผู้ประกอบการเอกชนทำวิทยุชุมชนได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ เฉพาะอย่างยิ่งกรณีให้สามารถหาโฆษณาได้ 6 นาทีต่อชาวโมง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แม้จะมีข้อจำกัดว่าต้องใช้คลื่น short wave ส่งคลื่นไม่เกิน 30 วัตต์ มีเสาส่งสัญญาณสูงไม่เกิน 30 เมตร เพื่อป้องกันการรบกวนคลื่นหลัก ทำให้วิทยุชุมชนกลายเป็นที่พักใจของคนที่พลาดหวัง และอกหักจากการได้คลื่นหลักได้มาพึ่งพิง
แม้ว่าวิทยุชุมชนจะเกิดมาหลายปีแล้ว แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการวิทยุบ้านเรายังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก เนื่องจากไม่แน่ใจเรื่องกฎระเบียบเรื่องโฆษณาว่าจะสามารถให้มีได้หรือไม่ เกรงว่าหากทำไปก่อนจะเป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งจะพาลทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทต่างๆที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเสียหายไปด้วย
แต่เมื่อทราฟฟิกฯพลาดหวังจากคลื่นหลัก ทำให้วิทยา ศุภพรโอภาส ผู้บลริหารคลื่นนี้ออกมาบอกว่าจะหันไปทำเพลงลูกทุ่งในวิทยุชุมชนเอฟเอ็ม 102.25 แทน และเมื่อทราฟฟิกฯสามารถเข้าไปเล่นได้ ทำให้ค่ายอื่นสนใจเข้าไปเล่นด้วยเช่นกัน
“ถามว่าเราสนใจวิทยุชุมชนหรือไม่ ต้องตอบว่าสนใจ เพราะหากทราฟฟิก คอร์นเนอร์สามารถดำเนินการได้เราก็อยากทำ เพราะวิทยุชุมชนถือว่ามีต้นทุนต่ำกว่าวิทยุกระแสหลักมาก” เป็นคำกล่าวของ สุระชาติ ตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด
จับตาการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ ที่มีลีลาการบริหารคลื่นอย่างเด็ดดวง ภายใต้การกุมบังเหียนของ “มิ่งขวัญ” นักกลยุทธ์ระดับซือแป๋เรียกพี่ เมื่อต้องมาประมือกับมือเก๋าของวงการ โดยเฉพาะค่ายสกายไฮที่กำลังดีวันดีคืน กับจีเอ็มเอ็มมีเดียที่ต้องการทวงตำแหน่งผู้นำ
ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการแข่งขันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ถึงขนาดผู้เชี่ยวชาญในวงการเอ่ยปากบอกว่า เป็นยุคของการเปลี่ยนโฉมจากอนุรักษ์นิยม มาสู่การแข่งขันเชิงรุกที่เต็มไปด้วยการตลาดแบบครบเครื่องมากขึ้น
ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อชิงคลื่นวิทยุของผู้ประกอบการรายใหญ่ 5 ค่ายในปีที่ผ่านมา ระหว่าง จีเอ็มเอ็มมีเดีย ของค่ายแกรมมี่, สกายไฮ เน็ตเวิร์ค ที่อาร์เอสส่งเข้าประกวด, เวอร์จิ้น จากค่ายบีอีซี, วีอาร์วันที่เพิ่งกลับมาหวานชื่นกับคลิก เรดิโออีกครั้ง และทราฟฟิก คอร์นเนอร์ เจ้าพ่อเพลงลูกทุ่ง ที่เป็นไปอย่างดุเดือด อันเนื่องมาจากการที่อสมท. มีนโยบายดึงคลื่นวิทยุทั้งหมดในกรุงเทพฯของตนกลับมาบริหารเอง โดยเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2548
กับอีกกรณีที่เป็นตัวเร่งให้การชิงคลื่นยิ่งร้อนแรงกว่าเดิมก็คือ การที่กองทัพบกจะยกเลิกการ ให้เอกชนเข้ามาเช่าคลื่นวิทยุ 126 สถานีของกองทัพบกในวันที่ 31 ธันวาคมปีที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบกที่ต้องการเป็นผู้ดำเนินงานบริหารเวลาคลื่นวิทยุทั้งหมดเอง
ด้วยแรงกระแทกจากเด้งแรก ทำให้ผู้ประกอบการเดิมที่เคยได้สัมปทานจากอสมท. หากพิจารณาเฉพาะกรุงเทพฯ มีคลื่นทั้งหมด 6 คลื่นคือ เอฟเอ็ม 96.5, 97.5, 99, 105 และ 107 MHz ต้องระเห็จไปหาคลื่นใหม่ ซึ่งเกือบทั้งหมดย่อมวิ่งไปหาคลื่นที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งทุกกองทัพมีสถานีทั้งวิทยุ และโทรทัศน์ในความดูแลประมาณ 200 กว่าสถานี ทั้งที่ตามปกติคลื่นของกองทัพก็มีผู้ต้องการเข้ามาขอสัมปทานหลายรายอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อผสมกับคนที่อกหักจากอสมท.เข้ามาเพิ่มอีกยิ่งทำให้ความยากลำบากในการได้คลื่นของแต่ละผู้ประกอบการยิ่งเพิ่มสูงตามไปด้วย
“สมมติแต่ก่อนมีผู้ประกอบการ 6 เจ้า วิ่งเข้าอสมท. 3 เจ้า อีก 3 เจ้าวิ่งหาทหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ 3 เจ้าที่เคยได้อสมท.ไม่ได้แล้ว อีก 3 เจ้าจึงต้องวิ่งไปหาทหาร กลายเป็น 6 ทำให้ฝุ่นตลบ จะสังเกตว่าในปลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนมือกันพอสมควร”คนในวงการสะท้อนภาพให้ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ฟัง
แถมเมื่อเจอเด้งที่สองจากกองทัพบก ให้ประมูลคลื่นจากส่วนกลาง หรือไม่ต้องมีการประมูลแต่เป็นการทำสัญญาให้เอกชนมาเช่าเพื่อดำเนินรายการ เป็นแค่ผู้จัดรายการร่วมเท่านั้น โดยสถานีจะแบ่งเวลาให้เอกชนรายละไม่เกิน 5 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อไม่ให้ผู้จัดรายใดผูกขาด ทำให้คนที่เคยได้กลับไม่ได้ และคนที่ไม่เคยได้กลับมาได้ ใครที่มีความสัมพันธ์ดีคนนั้นคือผู้ที่จะคว้าคลื่นไปดำเนินการ
และทันทีที่ฝุ่นเริ่มจางลงไป ปรากฏว่าทราฟฟิกฯ ไม่มีคลื่นหลงเหลืออยู่บนหน้าปัดวิทยุเลย จากเดิมที่เคยมี 90.0 ลูกทุ่งเอฟเอ็ม และ 95.0 ลูกทุ่งมหานคร
อสมท.แรงด้วยกลยุทธ์
ทว่า การหายไปของทราฟฟิก คอร์เนอร์ ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ของวงการวิทยุบ้านเราลดจำนวนลง เพราะอสมท. ภายใต้แนวคิด “โมเดิร์น เรดิโอ” คือผู้เล่นหน้าใหม่ที่สอดแทรกเข้ามาแทน ซึ่งจะว่าไปแล้วอสมท.เริ่มเผยโฉมให้เห็นว่าเป็น new player เมื่อครั้งบุกทำคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 107 เพลงสากลในยุค 70-80 สำหรับคนวัย 30 ปีขึ้นไป เป็นการจับกระแส retro ที่กำลังฮิตในบ้านเรามาเล่นอย่างพอดี และที่สำคัญเป็นช่องว่างตลาดที่ยังไม่มีค่ายใดเคยเล่นมาก่อน จากนั้นในช่วงปลายปีจึงค่อยขยับเข้าไปฮุบคลื่น 95.0 เพลงลูกทุ่งมหานครจากทราฟฟิฯ คืน
จากนี้ไปอสมท.จะยิ่งน่าจับตามากขึ้นกับการรุกอีก 3 คลื่นที่เหลือ (ปัจจุบัน 100.5 เป็นคลื่นข่าวที่อสมททำเองอยู่ก่อนแล้ว) เนื่องจากขณะนี้แผนงานต่างๆรวมทั้งแนวทางการดำเนินงานของคลื่นที่เหลือทั้งหมดสรุปเรียบร้อยแล้ว โดยคลื่นที่จะเปิดตัวในต้นเดือนมกราคมคือ SEED FM 97.5 จับกลุ่มวัยรุ่น เน้นเปิดเพลงไทยแบบไม่จำกัดค่าย มีธีรภัทร สัจจกุล เป็นผู้จัดการสถานี
ส่วนคลื่น 96.5 จะเป็นคลื่นสุขภาพในรูปแบบ edutainment และเพลงไทยฟังง่าย ในสัดส่วน 50: 50 ชื่อ “Healthy Thailand คนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง” สำหรับคลื่น 99.0 ที่เดิมสยามสปอร์ตเป็นผู้ได้รับสัมปทานทำคลื่นกีฬานั้น มีข่าวว่าทางอสมทจะยังคงรูปแบบการนำเสนอของคลื่นไว้แบบเดิม เพียงแต่จะเพิ่มเนื้อหาของท่องเที่ยวเข้าไปด้วย
ความน่ากลัวของอสมทอยู่ที่การเป็นเจ้าของคลื่นทำให้ไม่มีต้นทุนค่าสัมปทานเหมือนกับผู้เล่นรายอื่นที่ต้องจ่ายเงินเพื่อการนี้เป็นเงินร่วม 10 ล้านบาทในแต่ละปี อสมทจึงสามารถใช้เงินก้อนนี้ไปทำกิจกรรม หรือจัดแคมเปญโปรโมชั่นแรงๆได้มากกว่า ขณะเดียวกันยังบริหารงานได้อย่างต่อเนื่องไม่ต้องมาพะวงว่าในปีถัดไปจะได้บริหารคลื่นนี้ต่อไปหรือไม่ ทำให้ผู้ผลิต และผู้ฟังมีความต่อเนื่องในการดำเนินการ และรับฟังมากกว่า
แต่ที่น่ากลัวที่สุดขององค์กรแห่งนี้เห็นจะเป็นตัวกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ นักกลยุทธ์ตัวยง ที่ไม่เพียงแต่ปลุกชีพช่อง 9 อสมท.ให้ฟื้นจากแดนสนธยากลายเป็นสถานีที่คนหลายฝ่ายให้ความสนใจทั้ง ผู้ชม เอเยนซี และผู้ผลิตรายการโทรทัศน์รายใหญ่ เมื่อปรับยกโฉมยกใหญ่จากช่อง 9 กลายเป็นโมเดิร์นไนน์ พร้อมวางยุทธศาสตร์ของสถานีเป็นช่องสังคมอุดมปัญญา แต่กำลังใช้กลยุทธ์เพื่อสร้างกระแสนิยมให้กับวิทยุด้วยเช่นกัน
กลยุทธ์ที่ “มิ่งขวัญ” นำมาใช้ เริ่มตั้งแต่คลื่นเอฟเอ็ม 107 เป็นคลื่นเพลงสากลย้อนยุคที่หาฟังได้ยาก เป็นการสร้างความแตกต่างจากสถานีเพลงสากลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เอฟเอ็ม 105 และเอฟเอ็ม 105.5 ที่เปิดเพลงร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังยิงโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ที่ตนเองมีอยู่ในช่วงเปิดตัวใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มผู้ฟังใหม่ๆ
ส่วนลูกทุ่งเอฟเอ็ม 95.0 ที่ได้คลื่นมาจากทราฟฟิกฯ เมื่อราวกลางปีนั้น แทนที่มิ่งขวัญจะเอาคืนทั้งคลื่นเพื่อมาบริหารเองทั้งหมด แต่ก็เปล่า...ยังคงปล่อยให้ทราฟฟิกฯยังบริหารคลื่นต่อไป แต่เพียงครึ่งเดียวในช่วงครึ่งเช้า ส่วนครึ่งบ่ายทางอสมทเป็นผู้ดำเนินการเอง ทั้งที่ตามปกติหากทราฟฟิกหลุดก็ควรจะหลุดหมดทุกช่วงเวลา ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ผู้ฟังไม่เกิดอาการผิดปกติ อาจจะมีบ้างกับผู้จัดรายการที่เปลี่ยนไป แต่การเปิดเพลงโดยรวมที่ยึดแนวฟอร์แมต สเตชั่น คือเปิดเพลงลูกทุ่งทั้งรายการ ทำให้ผู้ฟังไม่รู้สึกสะดุด แม้กระทั่งในช่วงหลังที่ทราฟฟิกฯยกทีมงานออกจากคลื่นนี้จนหมด ผู้ฟังก็ไม่เกิดความรู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด
กระทั่งล่าสุดความนิยมในคลื่นลูกทุ่งนี้ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ขณะเดียวกันยังมีผู้ฟังเพิ่มขึ้นด้วย จากการที่มีช่วงซูเปอร์สเตชั่นที่ออกอากาศผ่านดาวเทียมไปยังคลื่นวิทยุของอสมทในทุกจังหวัด
นอกจากนี้กลยุทธ์ดังกล่าวยังถูกปรับมาใช้กับคลื่นเอฟเอ็ม 99 สปอตเรดิโอด้วยเช่นกัน เพียงแต่เพิ่มท่องเที่ยวเข้ามา เพราะอสมทมุ่งหวังจะได้งบโฆษณาจากราชการที่มีงบประมาณแต่ละปีนับร้อยล้านบาท
ค่ายยักษ์ดิ้นแย่งคลื่นชุลมุน
หากเปรียบคลื่นวิทยุเป็นขนมเค้ก ก็จะเป็นเค้กก้อนเล็กๆเพียงก้อนเดียว แต่ผู้คอยกินอยู่มากมาย แถมเค้กก้อนนี้ไม่สามารถเพิ่มขนาดได้แล้ว เมื่อมีคนอิ่มก็ต้องมีบางคนที่อด แต่ก็มีบางค่ายที่ไม่ยอมอด และไม่ยอมกินให้น้อยลงไปกว่าเดิม โดยเฉพาะค่ายใหญ่ทั้งที่อยู่ใน และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ
ที่ผ่านมาจีเอ็มเอ็มมีเดียต้องอยู่ในสภาพใจหายใจคว่ำพอสมควร เมื่อต้องสูญเสียคลื่นเอฟเอ็ม 94 แบงค็อกเรดิโอ ไปให้กับจีจี นิวส์ เนทเวิร์ค และเสียคลื่น 94.5 เอฟเอ็มเอ็มไปให้กับบีเอ็นที ซึ่งจะว่าไปแล้วคลื่นนี้เมื่อปีที่แล้วเคยเป็นของจีเอ็มเอ็มมาก่อน การเสีย 2 คลื่นนี้ทำให้ผู้บริหารเกิดอาการดิ้นรนสุดเหวี่ยง เนื่องจากจีเอ็มเอ็มเป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การเสีย 2 คลื่นนี้เท่ากับต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาล คิดดูว่าเพียงแค่คลื่นเดียวสามารถทำเงินได้ถึง 10 ล้านบาทต่อเดือน หนึ่งปีก็เท่ากับ 120 ล้าน หากสูญ 2 คลื่นเท่ากับ 240 ล้านบาท ทำให้จีเอ็มเอ็มต้องวิ่งจนขาแทบพลิกเพื่อให้ได้คลื่นเพิ่ม ซึ่งก็สมใจเมื่อได้คลื่น 103 เพลงลูกทุ่งรักไท ของ “เสี่ยช้าง” เดชา สุวินิจจิต กับเอฟเอ็ม 89 ของค่ายเวอร์จิ้นมาอีกคลื่น
ว่ากันว่าเหตุผลที่จีเอ็มเอ็มสามารถคว้าคลื่น 89 มาครองได้ ทั้งที่คลื่นนี้ถือเป็นกล่องดวงใจของเวอร์จิ้นที่สุดรักสุดหวง ด้วยสามารถชิงอันดับหนึ่งเพลงไทย Easy Listening จากค่ายจีเอ็มเอ็มมาครองทั้งที่เปิดตัวมาได้ไม่นานก็คือ ในการประมูลคลื่นแทนที่จะกรอกตัวเลขใส่ซองยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อดูว่าใครเสนอให้มากที่สุด กลับกลายเป็นมีบางคนมาถามว่าเวอร์จิ้นจะเอาคลื่นนี้ต่อหรือไม่เพราะมีอีกฝ่ายกรอกตัวเลขมาเท่านี้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากโขอยู่ ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงมาก ไม่คุ้มต่อการลงทุน เวอร์จิ้นจึงจำต้องปล่อยคลื่นนี้ออกไป และจากต้นทุนที่สูงลิ่วนี้เอง ทำให้จีเอ็มเอ็มต้องขายสปอตโฆษณาด้วยราคาสูงลิ่วราว 3.6 พันบาทต่อ 30 วินาที สูงกว่า 106.5 กรีนเวฟที่เคยครองแชมป์ราคาค่าโฆษณาแพงสุดของวงการคลื่นเพลงบ้านเราที่ราคา 3,000 บาท
สำหรับเหตุผลที่ทำให้คลื่น 89 กลายเป็นแชมป์ได้นั้น มาจากกลยุทธ์เปิดเพลงแบบไม่หยุดตลอด 30 นาที กับการทุ่มโปรโมชั่นพาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ และการเดินสายด้วยรถเรด รันเนอร์ เปิดตัวตามแหล่งชุมชนต่างๆ ที่เป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น สยามสแควร์ จตุจักร ตลอดจนมหาวิทยาลัย ทำให้คลื่นนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ฟังอย่างรวดเร็วแทนที่ 106.5 กรีนเวฟ ที่ผู้ฟังเริ่มเบื่อกับสปอตโฆษณาที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการที่จีเอ็มเอ็มได้คลื่น 89 มาครองก็คือ การหมดคู่แข่งที่น่ากลัวอีกคนไปโดยปริยาย กระทั่งขณะนี้เวอร์จิ้นก็ยังไม่สามารถหาคลื่นใหม่ลงได้ จึงต้องแก้เกมด้วยการให้แฟนนานุแฟนฟังเพลงจากเว็บไซต์ไปพลางๆ แต่งานนี้จีเอ็มเอ็มคงไม่ประมาทคลื่น 93 ของค่ายสกายไฮที่กำลังมาแรงจนน่าจับตา
สกายไฮ...แรงทุกคลื่น
หากเป็นเมื่อ 3 ปีก่อนคงไม่มีผู้ประกอบการรายไหนให้ความสนใจกับอาร์เอสในธุรกิจวิทยุมากนัก ด้วยเวลาที่ผ่านมาแม้อาร์เอสจะมีคลื่นวิทยุอยู่ในมือก็ตาม แต่กลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก สรรพกำลังส่วนใหญ่มุ่งไปที่ภาพยนตร์มากกว่า คลื่นวิทยุจึงมีหน้าที่เพียงเปิดเพลงเพื่อโปรโมทเพลงในค่ายเท่านั้น ต่างจากค่ายแกรมมี่ที่แม้จะเกิดมาจากจากธุรกิจเพลงเช่นเดียวกับอาร์เอส แต่การให้ความสนใจกับการทำธุรกิจวิทยุนั้นแกรมมี่มีมากกว่า โดยเฉพาะในวันนี้วันที่ธุรกิจวิทยุเริ่มแสดงศักยภาพออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้น ด้วยสามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีร่วมพันล้านบาท และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนทางธุรกิจเพลงของแกรมมี่ที่เริ่มซบลง เพราะคงไม่เกินความจริงไปนัก หากจะกล่าวว่ายากนักที่ศิลปินเพลงของค่ายนี้คนไหนจำหน่ายเพลงได้เกิน 1 ล้านยูนิต และศักยภาพที่มากกว่าของธุรกิจวิทยุได้ถูกสะท้อนออกมาจากราคาหุ้นของจีเอ็มเอ็มมีเดีย (GMMM) ในวันที่ 11 มกราคมอยู่ที่ 21.20 บาท สูงกว่า แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์ (Grammy) ที่อยู่ที่ 17.40 บาทเท่านั้น
เมื่อแกรมมี่สามารถทำเงินอย่างงดงามจากธุรกิจวิทยุได้ ทำให้ผู้บริหารของอาร์เอสเริ่มต้องหันมามองด้วยความสนใจ และยิ่งสนใจมากขึ้นเมื่อผู้บริหารของสกายไฮ เน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอาร์เอสออกมาปลุกระดมให้เห็นความสำคัญของธุรกิจนี้
ปัจจุบันสกายไฮมีคลื่นแซด เอฟเอ็ม 88.5 เป็นเพลงวัยรุ่นแข่งกับฮอตเวฟ 91.5 ของแกรมมี่ และมีคูล เอฟเอ็ม 93 ที่เป็น Easy Listening แข่งกับกรีนเวฟ 106.5 ซึ่งขณะนี้คลื่น 93 ขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของคลื่นเพลงที่เป็นแมสเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นคลื่นที่เปิดเพลงของทุกค่ายไม่จำกัดว่าต้องเป็นศิลปินของค่ายอาร์เอสเท่านั้น พร้อมกับเกทับค่ายเวอร์จิ้นด้วยการเปิดเพลงไม่หยุดถึง 50 นาที
“ค่ายแรกที่เปิดเพลง 30 นาทีนันสต็อปคือ 89 ของเวอร์จิ้น แต่คลื่น 93 มาทีหลังเคลมไปเลย 50 นาทีนันสต็อป ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเวิร์กเพราะเหมือนกับไปเลียนแบบคนอื่น แต่ในที่สุดมันกลับได้ผล” แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งของวงการกล่าว
นอกจากนี้ยังมีคลื่นเอฟเอ็ม 106 ที่ถือว่าเป็นเรือธงอีกลำหนึ่งของสกายไฮ ด้วยมีอัตราการเติบโตที่สูงมากแม้จะเพิ่งเปิดตัวเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว เพราะเป็นคลื่นเปิดเพลงไทยที่หาฟังได้ยาก เช่น บทเพลงของเพื่อชีวิตเก่าๆ ทั้งของคาราวาน คาราบาว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคลื่นเอฟเอ็ม 90.0 มาทำเป็นคลื่นลูกทุ่งภายใต้แนวคิด “ลูกทุ่งฮิตอันดับ 1 ของคนเมือง” ด้วยเช่นกัน โดยคลื่นนี้จับกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-40 ปี ใช้รูปแบบการเล่นเพลงแบบต่อเนื่อง 30 นาที ซึ่งเป็นกลยุทธ์ยอดฮิตของวงการเพลงเวลานี้ พร้อมกับทุ่มเงินอีก 10 ล้านบาท ในช่วงเวลา 3 เดือนเพื่อทำประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมกับผู้ฟังเป้าหมาย เชื่อว่าภายใน 3 เดือนจะสามารถกระโดดขึ้นนำในสถานีเพลงลูกทุ่ง
เมื่อค่ายอาร์เอสหันมารุกหนักแบบนี้ น่าจับตาสงครามวิทยุในปีนี้ยิ่งนัก ด้วยแต่ละค่ายคงไม่ใช่แค่เปิดเพลงเพราะๆ รอคนหมุนมาฟังเหมือนก่อนอีกต่อไป แต่คงต้องลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมเพื่อเรียกคนฟังกันอย่างหนัก ด้วยทุกค่ายต่างก็รู้ตัวดีว่าสัมปทานมีระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หากไม่รีบเร่งสร้างกิจกรรมอย่างหนักเพื่อสร้างเรตติ้งแล้ว โอกาสขาดทุนมีอยู่สูงยิ่งนัก
“โดยเฉพาะยิ่งมีสัมปทาน สัญญาหนึ่งปียิ่งต้องเร่งให้คลื่นติดเร็วขึ้นด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะได้ต่อหรือไม่ 3-4 เดือนจะต้องติดแล้ว” แหล่งข่าวในวงการอีกรายให้ความเห็น
ขณะที่ ศิริลักษณ์ พรศิริพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คีย์ ทู ซัคเซส จำกัด กล่าวกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์”ว่า จากนี้การแข่งขันในวงการวิทยุจะเป็นมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจะเปลี่ยนจากแนวอนุรักษ์นิยมมาเป็นเชิงรุกมากขึ้น
วิทยุชุมชนโอกาสใหม่วงการวิทยุ
ถือเป็นช่วงเวลาที่เอื้อผู้ประกอบการวิทยุที่มีปัญหายิ่งนัก หลังจากที่กรมประชาสัมพันธ์มีนโยบายเปิดให้ผู้ประกอบการเอกชนทำวิทยุชุมชนได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ เฉพาะอย่างยิ่งกรณีให้สามารถหาโฆษณาได้ 6 นาทีต่อชาวโมง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แม้จะมีข้อจำกัดว่าต้องใช้คลื่น short wave ส่งคลื่นไม่เกิน 30 วัตต์ มีเสาส่งสัญญาณสูงไม่เกิน 30 เมตร เพื่อป้องกันการรบกวนคลื่นหลัก ทำให้วิทยุชุมชนกลายเป็นที่พักใจของคนที่พลาดหวัง และอกหักจากการได้คลื่นหลักได้มาพึ่งพิง
แม้ว่าวิทยุชุมชนจะเกิดมาหลายปีแล้ว แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการวิทยุบ้านเรายังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก เนื่องจากไม่แน่ใจเรื่องกฎระเบียบเรื่องโฆษณาว่าจะสามารถให้มีได้หรือไม่ เกรงว่าหากทำไปก่อนจะเป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งจะพาลทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทต่างๆที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเสียหายไปด้วย
แต่เมื่อทราฟฟิกฯพลาดหวังจากคลื่นหลัก ทำให้วิทยา ศุภพรโอภาส ผู้บลริหารคลื่นนี้ออกมาบอกว่าจะหันไปทำเพลงลูกทุ่งในวิทยุชุมชนเอฟเอ็ม 102.25 แทน และเมื่อทราฟฟิกฯสามารถเข้าไปเล่นได้ ทำให้ค่ายอื่นสนใจเข้าไปเล่นด้วยเช่นกัน
“ถามว่าเราสนใจวิทยุชุมชนหรือไม่ ต้องตอบว่าสนใจ เพราะหากทราฟฟิก คอร์นเนอร์สามารถดำเนินการได้เราก็อยากทำ เพราะวิทยุชุมชนถือว่ามีต้นทุนต่ำกว่าวิทยุกระแสหลักมาก” เป็นคำกล่าวของ สุระชาติ ตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด


