xs
xsm
sm
md
lg

ภาวะขาดแคลนน้ำ : ภัยร้ายที่กำลังมาเยือน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ภาวะขาดแคลนน้ำขณะนี้ กำลังเป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญดำเนินชีวิตของมนุษย์ เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำภาคการเกษตร อุตสาหกรรม ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

บนพื้นโลก น้ำครอบคลุมพื้นที่ 2 ใน 3 ของพื้นที่รวม แต่กลับปรากฏว่า ประชากรโลก 1 ใน 5 กำลังประสบภาวะขาดแคลนน้ำ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งก่อเกิดผลกระทบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ประชาชนประเทศเหล่านั้น เช่น จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา

หลายประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น ไนจีเรีย เอธิโอเปีย หลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกกลาง เป็นต้น ภาวะขาดแคลนน้ำของโลก เป็นมหันภัยมวลมนุษย์โลก ที่ประเทศต่างๆ ที่เผชิญปัญหานี้ ต้องหาทางแก้ไขเร่งด่วน

สงครามแย่งชิงน้ำ : มหันภัยไม่อาจมองข้าม
ข้อเท็จจริงภูมิศาสตร์ที่ว่า ปริมาณน้ำโดยรวมของโลกปัจจุบัน เป็นน้ำเค็มถึง 97.5% พื้นที่น้ำน้ำจืด เพียงประมาณ 2.5% น้ำจืด 2.5% นี้ แบ่งเป็นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ-ใต้ และบนเทือกเขาสูง 68.9% น้ำใต้ดิน 30.8% และน้ำในแม่น้ำและทะเลสาป หรือที่เรียกว่า น้ำบนผิวดิน เพียง 0.3%

ตลอดเวลาที่ผ่านมา การขยายตัวเศรษฐกิจและการเติบโตประชากรประเทศต่างๆ ทำให้ความต้องการใช้น้ำทวีสูงขึ้น

วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งนำไปสู่สงครามแย่งชิงน้ำ เช่น ในทวีปแอฟริกา ประชากรกว่า 200 ล้านคน กำลังประสบการขาดแคลนน้ำรุนแรง รายงานองค์การสหประชาชาติ คาดว่าความรุนแรงจะมากขึ้น ขยายวงกว้า ถึงขั้นเกิดสงครามแย่งชิงน้ำอีก 20 ปีข้างหน้า

ถ้าปัจจัยทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ยังไม่แก้ไขถูกต้อง โดยเฉพาะแม่น้ำสายสำคัญ ไหลผ่านหลายประเทศ เช่น แม่น้ำไนล์ แม่น้ำไนเจอร์ แม่น้ำวอล์ต้า แม่น้ำซิมเบซิ เป็นต้น

ประเทศเข้าข่ายขาดแคลนน้ำวิกฤตขณะนี้ ได้แก่ เอธิโอเปีย ซูดาน เป็นต้น

รายงานองค์การสหประชาชาติ ภายในปี 2568 ประชากรกว่า 7 พันล้านคนจาก 60 ประเทศ จะประสบภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง

พื้นที่ที่ประสบการขาดแคลนน้ำรุนแรงขั้นวิกฤติ จะมีอัตราใช้น้ำประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี พื้นที่ขาดแคลนน้ำรุนแรงรองลงมา เฉลี่ย อัตราใช้น้ำประมาณ 1,000-1,700 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี

สภาวะขาดแคลนน้ำ : 10 ปัญหาสำคัญ…ต้องหาทางแก้ไข
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยศึกษาวิเคราะห์ภาวะขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้น เหตุปัจจัยอย่างน้อย 10 ประการ เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ รายละเอียดดังนี้

1. เกิดภาวะเรือนกระจก สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน สาเหตุหนึ่ง จากภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น หรือที่เรียกว่า Global Warming เกิดการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลบางพื้นที่

เช่น บางปี จะมีฤดูร้อนยาวนาน ฤดูหนาวสั้นลง ปัจจุบัน อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ปี 2545 อุณหภูมิภาคพื้นดินโลกเฉลี่ย สูงขึ้นประมาณ 0.56 องศาเซลเซียส จัดเป็นปีร้อนที่สุดอันดับ 2 รองจากปี 2541 ซึ่งอุณหภูมิภาคพื้นดินเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ 0.87 องศาเซลเซียส

คาดว่าอีก 100 ปีข้างหน้า อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นถึง 1.4-5.8 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น จะส่งผลกระทบแหล่งน้ำจืด เพราะภาวะเรือนกระจก ทำให้ปริมาณน้ำฝน และหิมะลดลง ตามด้วยความแห้งแล้ง ในที่สุด

ตัวอย่างเห็นชัด คือช่วงระหว่างปี 2545-2546 ออสเตรเลียประสบภาวะแห้งแล้งเลวร้ายที่สุด ส่งผลกระทบรุนแรงการเกษตร และปศุสัตว์ ปริมาณน้ำที่จำกัด ทำให้ทางการเมืองซิดนีย์ และบริสเบน ต้องขอความร่วมมือประชาชน ช่วยกันประหยัดน้ำ

หลายพื้นที่ในจีน ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรงสูงสุดในรอบ 65 ปี ตั้งแต่ปี 2481 อุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลพื้นที่เกษตรกว่า 20.45 ล้านไร่ ขาดแคลนน้ำ มหันตภัยนี้ แพร่ไปหลายจังหวัด เช่น ฝูเจี้ยน เจียงซี เจ้อเจียง เสฉวน มองโกเลีย เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย ภาวะเรือนกระจก ทำให้อากาศร้อนขึ้น อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดเฉลี่ยช่วงทศวรรษ 2533 สูงกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 49 ปี อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 0.7 องศาเซลเซียส

ขณะที่ฤดูหนาว แน้วโน้มจะสั้นลง เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ เกือบจะไม่มีฤดูหนาวเลยหลายปีที่ผ่านมา ส่วนปริมาณน้ำฝน ลดลงบางพื้นที่ เกิดความแห้งแล้ง แต่บางพื้นที่ กลับมีฝนตกมากขึ้น จนเกิดอุทกภัย

2. ปัญหามลพิษในแม่น้ำลำคลอง และแหล่งน้ำต่างๆ หลายประเทศขณะนี้ กำลังประสบปัญหามลพิษแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ เน่าเสีย จากการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ลงแหล่งน้ำ โดยไม่ผ่านการบำบัด (water treatment) สารเคมีตกค้างจากการเกษตร ทำเหมืองแร่ การทิ้งขยะและของเสียลงแหล่งน้ำต่างๆ เป็นต้น

การสำรวจขององค์การสหประชาชาติ ทุกวันนี้ ของเสียประมาณ 2 ล้านตันถูกปล่อยลงแหล่งน้ำ การคำนวณ น้ำเสีย 1 ลิตร ทำลายน้ำสะอาดได้ถึง 8 ลิตร ขณะนี้ น้ำเสียถึงประมาณ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตรทั่วโลก เทียบเท่า 10 แม่น้ำสายใหญ่ของโลกรวมกัน

คาดว่าปริมาณน้ำเสียจะเพิ่มเป็น 18,000 ล้านลูกบาศก์เมตรปี 2548 หลายแหล่งน้ำในประเทศไทย กำลังประสบมลพิษรุนแรง เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง เป็นต้น

3. ประชากรเพิ่มขึ้น ปีนี้ ประชากรโลกประมาณ 6.4 พันล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 80 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้ความต้องการใช้น้ำสูงขึ้นเช่นกัน แม้ปริมาณน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จะมีเพียง 8% ของการใช้น้ำจืดที่มีอยู่ เทียบอัตราใช้น้ำภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม ที่มีประมาณ 70% และ 22% ตามลำดับ

แต่จากการสำรวจของ UN ภายใน 50 ปีนี้ อัตราใช้น้ำทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า สำหรับประเทศไทย ประชากรของประเทศปีนี้ ประมาณ 64.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.2 ล้านคน จากปี 2452 การเพิ่มประชากรที่รวดเร็ว ทำให้อัตราใช้น้ำสูงขึ้นด้วย

4. ภาคเกษตรและปศุสัตว์ขยายตัว ภาคผลิตเกษตรและปศุสัตว์ อัตราใช้น้ำสูงที่สุดประมาณ 70% ของการใช้น้ำ รวมทั้งหมดของโลก จากการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ใช้ปุ๋ยเคมี และเลี้ยงสัตว์ใกล้แหล่งน้ำ ก่อเกิดมลพิษในแหล่งน้ำ ทั้งบนบกและใต้ดิน เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค


ดังตัวอย่างให้เห็นหลายๆ ประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน เป็นต้น สำหรับแหล่งน้ำในประเทศไทย ประชากรประเทศส่วนใหญ่ เกือบ 49% ทำการเกษตร พื้นที่ใช้สำหรับการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ทุกช่วงฤดูร้อนของปี เกษตรกรจะพบกับภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรงมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

5. การขยายตัวอุตสาหกรร 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการขยายการลงทุนภาคอุตสาหกรรมหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา (Developing Countries) ทำให้ใช้น้ำสูงขึ้นขั้นตอนผลิต

ผลที่ตามมา มีการปล่อยน้ำเสีย ซึ่งมีสารเคมีปนเปื้อน ลงแม่น้ำ ลำคลอง ทำให้เกิดมลพิษ ไม่สามารถนำน้ำใช้บริโภคได้ ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับแม่น้ำสายสำคัญในยุโรป เช่น แม่น้ำไรน์ (Rhine) หรือแม่น้ำที่กำลังเผชิญมลพิษขณะนี้ เช่น แม่น้ำดานูบ (Danube) เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย ขยายเนื้อที่นิคมอุตสาหกรรมหลายๆ พื้นที่ แม้ภาครัฐจะมีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรการกำจัดน้ำเสียตามโรงงานต่างๆ ก่อนจะปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ปัญหาน้ำเสีย ยังมีให้เห็นตลอดเวลา

เช่น น้ำเน่าเสียจากโรงงานต่างๆ ที่ปล่อยลงน้ำพอง จ.ขอนแก่น จนน้ำเน่าเหม็นทำลายระบบนิเวศน์ของสัตว์น้ำที่อาศัยบริเวณนั้น พื้นที่เกษตรชาวบ้านได้รับความเสียหาย ดังเช่นปี 2535 เกิดเหตุร้ายแรง เมื่อโรงงานน้ำตาลริมน้ำพองเกิดไฟไหม้ น้ำเน่าเสียจากโรงงาน ไหลลงสู่ลำน้ำ เป็นเหตุให้ปลาในแหล่งน้ำนั้นตาย เป็นต้น

6. ขาดการจัดการที่ดีเรื่องการใช้น้ำ รายงานองค์การสหประชาชาติ ปัญหาขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นบางพื้นที่ สาเหตุหนึ่ง เกิดจากขาดการวางแผนและการจัดการที่ดี ในการใช้น้ำและควบคุมมลพิษ เช่น ขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยนํ้าเสียลงในแหล่งน้ำ ขาดการดูแลเอาใจใส่ของประชาชน และรัฐบาล ป้องกันการทิ้งของเสียลงแหล่งน้ำ ขาดการควบคุมใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ภาคเกษตร และขาดการจัดการและวางแผนที่ดีในเขตเศรษฐกิจ เรื่องการใช้น้ำ เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ เกิดขึ้นในประเทศไทย และทั่วทุกภูมิภาคของโลก

7. การขุดเจาะนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ น้ำใต้ดินที่มีอยู่ประมาณ 30.8% ของน้ำจืดที่มีในโลก ปัจจุบันขุดเจาะนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้มากขึ้น การขุดเจาะน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้มาก ทำให้เกิดผลเสียมหาศาล คือกระทบแหล่งน้ำบนพื้นดินแห้งขอดได้ ในที่สุด จะกลายเป็นทะเลทราย

ยังทำให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดิน ดังเช่นที่เกิดหลายประเทศขณะนี้ เช่น อินเดีย 80 % ของประชากรพึ่งน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นอัตราสูงมาก หลายเมือง กำลังประสบภาวะน้ำใต้ดินแห้งขอด เช่น เมือง Cherrapunji

ประเทศไทย ขุดน้ำบาดาลใช้จำนวนมาก ผลการสูบน้ำบาดาล ทำให้พื้นดินทรุด เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ อัตราทรุดตัวพื้นดินประมาณ 20-50 มิลลิเมตรต่อปี การสูบน้ำใต้ดินใช้มาก ทำให้น้ำเค็มแทนที่ จะส่งผลหน้าดินเสื่อมสภาพในที่สุด

8. การสร้างเขื่อน มีทั้งผลดีและเสีย ประโยชน์ของการสร้างเขื่อน เพื่อนำน้ำใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า กักเก็บน้ำใช้ภาคการเกษตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การสร้างเขื่อน ส่งผลกระทบระบบนิเวศน์วิทยา เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำ และทำให้ต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้จำนวนมาก

สำหรับประเทศไทย การสร้างเขื่อน นอกจากจะช่วยบรรเทา และแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ยังช่วยผลิตกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังจะเผชิญปัญหาเนื่องจากจีนมีนโยบายสร้าง 8 เขื่อน แถบลุ่มแม่น้ำโขง

เขื่อนแมนแวน (Manwan Dam) 1 ใน 8 เขื่อน สร้างขึ้นมาแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบประเทศแถบลุ่มน้ำโขงไหลผ่าน เช่น ไทย ลาว พม่า เขมร เนื่องจากประเทศเหล่านี้ อยู่ปลายแม่น้ำ เมื่อจีน ซึ่งอยู่ต้นแม่น้ำ สร้างเขื่อนกักน้ำ จึงเกิดผลกระทบมหาศาลต่อระดับน้ำในประเทศปลายน้ำ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์วิทยาตามมา เป็นต้น

9. ขยะที่ฝังใต้ดิน ปริมาณขยะเพิ่มขึ้น ขยะบางส่วนไม่สามารถย่อยสลายเองได้ เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ขยะอุตสาหกรรมบางประเภท จึงต้องปิดผนึกอย่างดี ก่อนนำไปฝังใต้ดิน เช่น แคลิฟอร์เนีย ซิลิคอน แวลลี่ สหรัฐอเมริกา

ประมาณ 85% ของแทงค์เก็บขยะ และฝังลงใต้ดิน เกิดการรั่วไหล ทำให้สารโลหะหนักต่างๆ ไหลออกปะปนน้ำที่อยู่ใต้ดิน สำหรับประเทศไทย ฝังขยะลงใต้ดิน และไม่แยกว่าเป็นขยะประเภทใด บางครั้ง เป็นขยะที่ยังมีสารเคมีตกค้างอยู่ เช่น แบเตอร์รี่ กระป๋องยาฆ่าแมลง ทำให้เกิดการรั่วไหลสารเคมีลงสู่ชั้นดิน และซึมลงน้ำใต้ดิน

10. ป่าไม้ถูกทำลาย โลกกำลังเผชิญการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้จำนวนมาก เนื้อที่ป่าไม้ของโลก มีอยู่ประมาณ 3 พันล้านเฮคเตอร์ (ประมาณ 18.75 พันล้านไร่) เนื้อที่ป่าไม้ที่ถูกทำลายส่วนใหญ่ อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ป่าไม้อเมซอน ที่มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 พันล้านเฮคเตอร์ (6.5 พันล้านไร่) ครอบคลุมหลายประเทศ ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว

ในบราซิล ตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา เนื้อที่ป่าไม้ถูกทำลายประมาณ 19,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี ป่าไม้ในไทย เคยมีพื้นที่ประมาณ 171.02 ล้านไร่ หรือประมาณ 53.3% ของพื้นที่ประเทศ แต่การสำรวจปี 2544 เนื้อที่ป่าไม้ลดเหลือเพียงประมาณ 80 ล้านไร่ หรือประมาณ 25% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น

มุมมองศูนย์วิจัยกสิกรไทย : 10 ภารกิจต้องร่วมกันจริงจัง
แม้ผลคำนวณขององค์การสหประชาชาติ ไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรงก็ตาม แต่หากยังใช้น้ำฟุ่มเฟือย ขาดการจัดการน้ำที่ดี ขาดการดูแลเอาใจใส่คุณภาพน้ำ ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ในไม่ช้า ไทยจะประสบภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรงได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ทุกส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน ทั้งรัฐบาล ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ดังนี้

1) รัฐบาลต้องเข้มงวดกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แม้ภาครัฐจะมีกฎหมายและมาตรการหลายด้าน เพื่อใช้ควบคุม และแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นอนุรักษ์แหล่งน้ำ สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ปลูกป่า ออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมควบคุมการทิ้งน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น

แต่ยังคงมีสถิติร้องเรียนปัญหามลพิษโรงงานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การร้องเรียนทุกครั้ง เมื่อเรื่องสู่สาธารณชน จะพบความเสียหายมหาศาล ดังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ทำผิดจริงจัง โดยต้องกวดขัน และตรวจสอบต่อเนื่อง เชิงป้องกัน ก่อนปัญหาจะเกิด

2) ออกกฎหมายอนุรักษ์ป่าเชิงป้องกัน พร้อมเพิ่มบทลงโทษ ผลการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยที่การครอบครอง หรือได้สิทธิ บางครั้งยังไม่แน่ชัด เมื่อตรวจพบภายหลัง ว่าการถือครอง ไม่ถูกต้อง มักปรากฏว่า พื้นที่ป่าบริเวณ ได้รับความเสียหายมากแล้ว

เช่น บุกรุกพื้นที่เพื่อทำรีสอร์ท เพื่อทำไร่ ตัดไม้เถื่อน เป็นต้น จึงน่าจะมีกฎหมายเชิงป้องกัน พร้อมบทลงโทษ เช่น ห้ามดำเนินการใดๆ แปลงสภาพแวดล้อมป่า ห้ามตัดไม้ที่ได้รับการคุ้มครอง หรือตัดต้นไม้เพื่อการใช้สอยในพื้นที่ หรือสร้างที่อยู่อาศัย ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน เป็นต้น

เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลผู้เข้าไปถือสิทธิ์ครอบครอง เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมป่า เช่น กว้านซื้อที่ดิน เพื่อตัดไม้ หรือสร้างสถานตากอากาศ โดยกำหนดชนิดพันธุ์ไม้ อายุ และจำนวน ที่ตัดได้ ดังตัวอย่างในออสเตรเลีย เมืองบริสเบรน

มีกฎหมายสำหรับผู้ครอบครองที่ดินแถบพื้นที่ควบคุม สร้างบ้าน หรือต่อเติมที่อยู่ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน กำหนดขนาด และอายุต้นไม้ ที่จะสามารถตัดได้อีกด้วย

3) ตั้งองค์กรอิสระเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ด้วยการสร้างเครือข่ายอนุรักษ์กับองค์กรเอกชน ให้เข้มแข็ง และให้อำนาจตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวน เพื่อเป็นตัวแทนประชาชน พร้อมแพร่กระจายข่าวสารต่อเนื่อง ให้ประชาชนรับทราบ เป็นการตรวจสอบแทนสังคม เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนตื่นตัวอนุรักษ์ธรรมชาติ และรู้จักคุณค่าป่าไม้

4) ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ไม่ก่อเกิดมลพิษ โดยลดการใช้สารก๊าซโครโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCs) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ที่ก่อเกิดปัญหาภาวะเรือนกระจก

5) ออกมาตรการคุมเข้มติดตั้งระบบจัดการน้ำเสียตามโรงงานอุตสาหกรรม แม้รัฐจะออกกฎหมายติดตั้งระบบจัดการน้ำเสียตามโรงงานอุตสาหกรรมแล้วก็ตาม น้ำเสียเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ก็ยังมีให้เห็น รัฐควรมีการตรวจตราเข้มงวด และบทลงโทษรุนแรง ต่อโรงงานอุตสาหกรรมที่ละเลยระบบบำบัดน้ำเสีย

6) เข้มงวดกวดขันการทิ้งของเสียลงแหล่งน้ำ เช่น จัดสถานที่ทิ้งของเสียไกลจากแหล่งน้ำ ควรมีมาตรการเข้มงวดฝังขยะลงใต้ดิน เพราะอาจมีสารเคมีไหลปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดินได้ โดยกำหนดบทลงโทษรุนแรงกับผู้ฝ่าฝืนอย่างเด็ดขาด

7) ส่งเสริมการเกษตรแบบธรรมชาติ เช่น ลดใช้สารเคมี (Chemical Free) ให้ความรู้เกษตรกร เรื่องระดับความปลอดภัยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ยาฆ่าแมลง เนื่องจากน้ำเสียจากการเกษตร จะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และสารพิษต่าง ๆ ปริมาณสูง แล้วหันมาใช้ปุ๋ยธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยชีวภาพแทน ลดใช้สารเคมีให้น้อยลง

8) ส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการใช้น้ำมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ให้เหมาะกับสภาพท้องถิ่น และสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดอัตราเสี่ยงภาวะขาดแคลนน้ำ

9) ทำผังเมืองเป็นระบบ พื้นที่ย่านธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่สีเขียว เพื่อปลูกต้นไม้ รัฐควรกำหนดทุกพื้นที่ ทั้งแหล่งธุรกิจ-แหล่งที่พักอาศัย ต้องปลูกต้นไม้ โดยกำหนดสัดส่วนตามพื้นที่ครอบครองแน่ชัด ว่าพื้นที่อยู่อาศัยนั้นๆ ต้องปลูกต้นไม้สัดส่วนตามที่กำหนดหากไม่ปฏิบัติตาม จะมีบทลงโทษ เป็นต้น

10) รณรงค์สร้างความร่วมมือจากประชาชนจริงจัง ต้องรณรงค์จริงจังและต่อเนื่อง เรื่องต่อไปนี้ เช่น ไม่ทิ้งขยะ หรือของเสีย ลงแหล่งน้ำ ช่วยกันประหยัดน้ำ ช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นต้น

สรุป
สรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ภาวะแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ เป็นปัญหาสำคัญ ส่งผลกระทบเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ประชาชนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ภาวะแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ แนวโน้มจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นหลายพื้นที่ แม้ไทยถูกจัดเป็นประเทศอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ

แต่หากยังขาดการควบคุม โดยละเลยสภาพแวดล้อม ตัดไม้ทำลายป่า กอปรกับประชากรเพิ่มขึ้น อาจทำให้ไทยต้องประสบภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง ดังเช่นหลายประเทศ ฉะนั้น การแก้ไขปัญหา จึงต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ และประชาชนทั่วไป

เพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติ และแหล่งน้ำที่มีอยู่ มิฉะนั้น แม้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาล ก็ไม่สามารถจะรักษาแหล่งน้ำ และแก้ไขปัญหาได้ หากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกันจริงจัง และต่อเนื่อง
กำลังโหลดความคิดเห็น...