ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนให้ผู้ส่งออกผ้าไหมของไทยในญี่ปุ่นเร่งปรับตัวและเพิ่มคุณภาพของงาน เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ต่อไป
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด จัดทำบทวิเคราะห์ในหัวข้อ “ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ในญี่ปุ่น : ไทยต้องเร่งเปิดเกมรุก...เพื่อชิงตลาด” โดยระบุว่า ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศผู้นำเข้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์รายสำคัญอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญอันดับ 2 ในตลาดโลกในปี 2546 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 9.26 ของมูลค่าการนำเข้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์โดยรวมในตลาดโลก โดยเป็นรองจากสหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 28.56)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้ สินค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยจัดเป็นสินค้าที่มีศักยภาพปานกลางในตลาดญี่ปุ่น เพราะทั้งในส่วนของมูลค่าการส่งออกและอัตราการขยายตัวของผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันยังมีโอกาสสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปบางส่วนให้แก่คู่แข่งมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอินเดียและเวียดนามที่มีการพัฒนาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเป็นไปได้ว่ามูลค่าการส่งออกผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดญี่ปุ่นในปี 2547 ต่อเนื่องถึงปี 2548 น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับประมาณร้อยละ 5-6 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งความต้องการผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของตลาดญี่ปุ่นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างเนื่องในอนาคต
แต่ในขณะเดียวกันสินค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยในตลาดญี่ปุ่นยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคอีกหลายประการ อันได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูง เพราะความไม่สม่ำเสมอและความไม่เพียงพอของวัตถุดิบ ทำให้ต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบไหมจากต่างประเทศ เทคนิคการผลิตยังได้มาตรฐานไม่สม่ำเสมอ การมีตลาดที่ค่อนข้างจำกัด และไม่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องมีหลายๆ ปัจจัยเข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในส่วนของภาคเอกชน โดยผู้ประกอบการไทยควรจะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาทั้งด้านการผลิตและการตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันทำการผลิตอย่างเป็นระบบในแต่ละขั้นตอน และเน้นการใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีทันสมัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตลง ขณะเดียวกันในส่วนของการออกแบบ ผู้ประกอบการไทยควรต้องเน้นดีไซน์ใหม่ๆ ทั้งสี ลวดลาย และรูปแบบให้ทันสมัยและสอดคล้องกับรสนิยมของตลาดญี่ปุ่นที่แฟชั่นมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็วในลักษณะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น และสามารถใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวันด้วย
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด จัดทำบทวิเคราะห์ในหัวข้อ “ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ในญี่ปุ่น : ไทยต้องเร่งเปิดเกมรุก...เพื่อชิงตลาด” โดยระบุว่า ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศผู้นำเข้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์รายสำคัญอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญอันดับ 2 ในตลาดโลกในปี 2546 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 9.26 ของมูลค่าการนำเข้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์โดยรวมในตลาดโลก โดยเป็นรองจากสหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 28.56)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้ สินค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยจัดเป็นสินค้าที่มีศักยภาพปานกลางในตลาดญี่ปุ่น เพราะทั้งในส่วนของมูลค่าการส่งออกและอัตราการขยายตัวของผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันยังมีโอกาสสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปบางส่วนให้แก่คู่แข่งมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอินเดียและเวียดนามที่มีการพัฒนาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเป็นไปได้ว่ามูลค่าการส่งออกผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดญี่ปุ่นในปี 2547 ต่อเนื่องถึงปี 2548 น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับประมาณร้อยละ 5-6 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งความต้องการผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของตลาดญี่ปุ่นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างเนื่องในอนาคต
แต่ในขณะเดียวกันสินค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยในตลาดญี่ปุ่นยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคอีกหลายประการ อันได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูง เพราะความไม่สม่ำเสมอและความไม่เพียงพอของวัตถุดิบ ทำให้ต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบไหมจากต่างประเทศ เทคนิคการผลิตยังได้มาตรฐานไม่สม่ำเสมอ การมีตลาดที่ค่อนข้างจำกัด และไม่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องมีหลายๆ ปัจจัยเข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในส่วนของภาคเอกชน โดยผู้ประกอบการไทยควรจะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาทั้งด้านการผลิตและการตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันทำการผลิตอย่างเป็นระบบในแต่ละขั้นตอน และเน้นการใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีทันสมัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตลง ขณะเดียวกันในส่วนของการออกแบบ ผู้ประกอบการไทยควรต้องเน้นดีไซน์ใหม่ๆ ทั้งสี ลวดลาย และรูปแบบให้ทันสมัยและสอดคล้องกับรสนิยมของตลาดญี่ปุ่นที่แฟชั่นมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็วในลักษณะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น และสามารถใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวันด้วย


