ฮุน โต หลานชายสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และลูกพี่ลูกน้องของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ออกมายอมรับในวันพุธ (6 พ.ค.) ว่า เคยถือหุ้น 30% ในแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัล ที่โยงใยเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางไซเบอร์และการฟอกเงิน และถูกสหรัฐฯ แซงก์ชั่นคว่ำบาตร
หลี่ ซย์ง อดีตประธานกรรมการของ ฮุยวัน กรุ๊ป บริษัทซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่เป็นปัญหาแห่งนั้น ก็ได้ถูกเนรเทศในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อเดือนที่แล้วไปยังประเทศจีน โดยทางการของแดนมังกรกล่าวหาเขาว่า เป็นแกนนำของเครือข่ายการพนันและการฉ้อโกงข้ามชาติขนาดใหญ่ และต้องสงสัยว่ากระทำความผิดหลายๆ คดี
ฮุน โต ซึ่งโดยอาชีพเป็นนักธุรกิจ เป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกุนฮุน ที่ปกครองกัมพูชามาเป็นเวลากว่า 40 ปี เขาระบุในคำแถลงเมื่อวันพุธว่า “ผมขอแจ้งให้ประชาชนทราบว่า ผมเคยเป็นเจ้าของหุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ในบริษัท ฮุยวัน เพย์ พีแอลซี จริง” และกล่าวว่าต้องออกมาแถลงในคราวนี้ ก็เพื่อตอบโต้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า การกล่าวหาว่าเขาคือ “คนที่เป็นนายใหญ่” ของ ฮุยวัน เพย์
ฮุน โต ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ตามฐานข้อมูลออนไลน์การจดทะเบียนทางธุรกิจของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ถูกระบุชื่อเป็นกรรมการบริหารคนหนึ่งของบริษัทแพลตฟอร์มการชำระเงินทางดิจิทัลแห่งดังกล่าว บอกต่อไปว่า เขาไม่ได้บริหารจัดการการดำเนินงานของแพลตฟอร์มแห่งนี้เลย รวมทั้ง “ไม่เคยได้รับผลกำไร, เงินปันผล, หรือทรัพย์สินใดๆ” จากแพลตฟอร์มเห่งนี้ด้วย
เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาว่ากลุ่มบริษัท ฮุยวัน กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทหลายแห่งที่ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซ การชำระเงิน และการแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโต รวมทั้ง ฮุยวัน เพย์ ด้วย ว่ามีพฤติการณ์ในการฟอกเงินให้แก๊งอาชญากรข้ามชาติที่ก่อเหตุฉ้อโกงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ยังมีกลุ่มผู้ประท้วงออกมาเรียกร้องให้ปลดล็อกบัญชีของพวกเขาในแพลตฟอร์ม ฮุยวัน เอช-เพย์ (ซึ่งชื่อเดิมคือ ฮุยวัน เพย์) โดยพวกเขากล่าวว่าไม่สามารถเข้าถึงบัญชีเหล่านี้ได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. ภายหลังทางแพลตฟอร์มประกาศล้มเลิกกิจการ
ทางด้าน ลินด์ซีย์ เคนเนดี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแก๊งอาชญากรรม ให้ความเห็นว่า ฮุน โต ไม่น่าที่จะต้องเผชิญผลต่อเนื่องร้ายแรงใดๆ ในกัมพูชา
“ดิฉันสงสัยว่าคงจะไม่มีโอกาสใดๆ ที่เขาจะต้องเผชิญการถูกสอบสวนความผิดคดีอาญาในกัมพูชาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ ฮุน เซน ผู้เป็นลุงของเขายังมีชีวิตอยู่” เธอกล่าว
“ฮุน โต ได้รับการจดทะเบียนเป็นกรรมการบริหาร หรือเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกเปิดโปงว่าเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชญากรรม” โดยรวมถึงจำนวนมากที่เชื่องโยงกับการหลอกลวงฉ้อโกง, การค้ามนุษย์, การฟอกเงิน, และอาชญากรรมอื่นๆ เคนเนดี กล่าวต่อ
หลี่ ซย์ง อดีตประธานกรรมการของ ฮุยวัน คือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ ฮุยวัน เพย์ นั่นคือ 62% และบริษัทแห่งนี้ได้ล้มละลายในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทั้งนี้ตามรายงานของบริษัทจัดการทรัพย์สินล้มละลาย ริชส์ แอนด์ พาร์ตเนอร์ส
ฮุยวัน เพย์ ยังมีเงินสดสุทธิเหลืออยู่ในบัญชีมากกว่า 1.1 ล้านดอลลาร์ หลังจากชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดแล้ว และเงินทุนที่เหลืออยู่นี้ได้ถูกจัดสรรแบ่งปันให้แก่ “พวกผู้ถือหุ้นแท้จริงซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงานในอดีตของบริษัท” บริษัทจัดการทรัพย์สินล้มละลายระบุ
ขณะที่ ฮุน โต แจ้งว่า เขา “ไม่ได้รับส่วนแบ่งใดๆ ของเงินที่เหลืออยู่หลังจากการล้มละลายเลย”
ด้านธนาคารแห่งชาติกัมพูชา ซึ่งคือแบงก์ชาติของกัมพูชา ระบุว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของแพลตฟอร์ม ฮุยวัน ได้ถูกเพิกถอนไปแล้ว และพวกเจ้าหนี้ทั้งหลายของ เอช-เพย์ สามารถไปเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทางบริษัทจัดการทรัพย์สินล้มละลาย
จุดคึกคักที่สุดของกิจกรรมหลอกลวงต้มตุ๋น
เมื่อปีที่แล้ว เครือข่ายการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศให้ กลุ่มฮุยวัน ซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงพนมเปญ่ เป็น “กิจการด้านการฟอกเงินลำดับแรกๆ” และสั่งห้ามสถาบันการเงินทั้งหลายของสหรัฐฯเข้าไปทำธุรกรรมกับกลุ่มนี้
FinCEN บอกว่า กลุ่มกิจการแห่งนี้ได้รับเงินรายรับผิดกฎหมายเป็นจำนวนอย่างน้อยที่สุด 4,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาระหว่างเดือนสิงหาคม 2021 ถึงมกราคม 2025 โดยรายรับเหล่านี้มีทั้งส่วนที่ได้จากการต้มตุ๋นหลอกลวง, เงินทุนที่โจรกรรมมา, และตัวแสดงทางไซเบอร์ที่ผิดกฎหมายอื่นๆ
สำหรับปักกิ่งก็เรียก อดีตประธาน หลี่ ของ ฮุยวัน ว่าเป็น “สมาชิกระดับแกนนำคนหนึ่ง” ของแก๊งอาชญากรรมของ เฉิน จื้อ คนจีนโดยกำเนิดอีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาเป็นบอสใหญ่วงการหลอกลวงต้มตุ๋น บุคคลผู้นี้ดำเนินการจากกัมพูชาเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่จีนในปีนี้
กัมพูชาผงาดขึ้นมาในฐานะฮับของอุตสาหกรรมหลอกลวงต้มตุ๋นข้ามชาติในระยะไม่กี่ปีมานี้เอง โดยมีแก๊งอาชญากรรมหลายๆ แก๊งที่โจรกรรมเงินทองเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปีจากเหยื่อต่างๆ ทั่วโลก
พวกสแกมเมอร์ ซึ่งมีทั้งบางคนที่เต็มใจ และบางคนที่ถูกหลอกลวงให้มาทำงานแบบเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ใช้ทั้งวิธีการสร้างความสัมพันธ์โรแมนติกแบบหลอกลวง และการหลอกล่อให้ลงทุนในสกุลเงินคริปโต โดยผ่านสถานที่ทั้งที่อยู่ในรูปของสถานกาสิโน, โรงแรม, และกลุ่มอาคารซึ่งสร้างขึ้นมาแบบเป็นป้อมค่าย
ทางการกัมพูชาบอกว่า พวกเขากำลังดำเนินการปราบปราม จับกุม และเนรเทศ คนต่างชาติมากกว่า 13,000 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องการการต้มตุ๋นหลอกลวงทางออนไลน์ นับตั้งแต่ต้นปีที่แล้วเป็นต้นมา
ขณะที่พวกผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การปฏิบัติการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้ เกิดขึ้นภายหลังมีแรงบีบคั้นมาจากจีนและสหรัฐฯ
พวกที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ยังกล่าวหาบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาว่าสมรู้ร่วมคิดกับการก่ออาชญากรรมเหล่านี้ แต่ถูกรัฐบาลพนมเปญปฏิเสธอย่างแข็งขัน
เคนเนดี ผู้ซึ่งเป็นผู้อำนวยการด้านวิจัยของโครงการ “ดิ อายวิตเนสส์ โปรเจ็คต์” (The Eyewitness Project) บอกว่า “บุคคลที่อยู่ในสระดับสูงสุดของรัฐบาลนี้ได้คอยอำนวยความสะดวก, พิทักษ์คุ้มครอง, และได้กำไรได้ผลประโยชน์จากพวกแก๊งสแกม” ทว่าแทบไม่มีนายใหญ่ของแก๊ง และไม่มี “ชนชั้นนำทางการเมืองซึ่งทราบกันดีว่ามีความเกี่ยวข้องพัวพันด้วย” คนใดเลย ที่ถูกจับกุมดำเนินคดี
ระยะไม่กี่เดือนหลังๆ มานี้ ทางการมีการประกาศตั้งข้อกล่าวหาตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหลายรายในข้อหาเกี่ยวพัวพันกับการต้มตุ๋นหลอกลวงทางออนไลน์
แต่ตามคำกล่าวของเคนเนดี “พวกที่รับผิดชอบตัวจริง ยังคงไม่ต้องเผชิญกับผลต่อเนื่องใดๆ ทั้งนั้น”
(ที่มา: เอเอฟพี)


