อเมริกาบรรลุข้อตกลงแยกต่างหากกับทั้งยูเครนและรัสเซีย ในเรื่องพักการโจมตีในทะเลดำและห้ามถล่มเป้าหมายด้านพลังงาน จากการประชุมคู่ขนาน 3 วันที่ซาอุดีอาระเบีย โดยที่วอชิงตันรับปากหาทางผ่อนคลายบางมาตรการแซงก์ชันให้มอสโก ขณะที่เครมลินออกมาแสดงความพอใจเมื่อวันพุธ (26 มี.ค.) ในผลการเจรจากับสหรัฐฯ ถึงแม้ตั้งเงื่อนไขว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อธนาคารรัสเซียกลับเข้าร่วมระบบการชำระเงินระหว่างประเทศได้แล้วเท่านั้น
แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่า การตกลงกันเกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเลในทะเลดำคราวนี้ จะสามารถเริ่มต้นนำมาปฏิบัติกันได้จริงๆ เมื่อใด แต่ความคืบหน้าครั้งนี้ยังคงถือเป็นการแสดงออกซึ่งความมุ่งมั่นผูกพันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างคู่สงครามทั้งสอง นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของอเมริกาเข้ารับตำแหน่ง และพยายามผลักดันให้การสู้รบขัดแย้งในยูเครนยุติลง รวมทั้งฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ในประเด็นหลังนี้กำลังสร้างความกังวลอย่างมากให้แก่เคียฟและบรรดาชาติยุโรป
ระหว่างวันอาทิตย์ (23) จนถึงวันอังคาร (25) ที่ผ่านมา ณ โรงแรมหรูในกรุงริยาด, ซาอุดีอาระเบีย คณะผู้แทนทางเทคนิคของสหรัฐฯ ได้มีการหารือแยกต่างหากกับคณะผู้แทนของยูเครนในวันอาทิตย์ และอีกครั้งหนึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ในวันอังคาร โดยที่คณะของสหรัฐฯนี้ได้เจรจากับคณะผู้แทนของรัสเซียในวันจันทร์ จากนั้นในวันอังคาร กระทรวงการต่างประเทศอเมริกันก็เผยแพร่คำแถลง 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งว่าด้วยสิ่งที่ตกลงกันได้จากการหารือกับทางรัสเซีย และอีกฉบับหนึ่งเป็นสิ่งที่ได้จากการเจรจากับฝ่ายยูเครน
ทั้ง 2 ฉบับต่างเน้นเรื่องการตกลงกันเพื่อรับประกันให้มีการเดินเรือในทะเลดำอย่างปลอดภัย และการย้ำเรื่องห้ามรัสเซียและยูเครนโจมตีสิ่งปลูกสร้างด้านพลังงานของกันและกัน โดยที่ในคำแถลงฉบับที่กล่าวถึงการตกลงระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียนั้น มีการระบุด้วยว่า วอชิงตันรับปากจะช่วยผลักดันให้นานาชาติผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชันการส่งออกสินค้าเกษตรและปุ๋ยของรัสเซียโดยขนส่งผ่านทะเลดำ
ดมิตริ เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาแถลงในวันพุธ (26) ว่า มอสโกมีความพอใจในการหารือกับวอชิงตันเท่าที่ดำเนินมาจนถึงเวลานี้ และพร้อมที่จะติดต่ออย่างจริงจังกับสหรัฐฯในเรื่องนี้ต่อไป
“เรามีความพอใจกับการมุ่งผลในทางปฏิบัติและการสร้างสรรค์ที่การสนทนาของเรา (กับสหรัฐฯ) กำลังพัฒนาไป และกับผลลัพธ์ที่กำลังปรากฏออกมา” เปสคอฟ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวในกรุงมอสโก
ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร (25) หลังจากที่อเมริกาประกาศคำแถลง 2 ฉบับไม่นาน เครมลินแถลงว่า การตกลงหยุดยิงเพื่อฟื้นการเดินเรืออย่างปลอดภัยในทะเลดำ จะมีผลบังคับใช้ ต่อเมื่อธนาคารเพื่อการส่งออกสินค้าเกษตร รวมถึงสถาบันการเงินอื่นๆ ของรัสเซียที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาหาร สามารถกลับเข้าร่วมระบบสวิฟต์ ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินระหว่างประเทศที่ฝ่ายตะวันตกควบคุมอยู่ ได้แล้วเท่านั้น
ด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน วิจารณ์ทันทีว่า ตามความเข้าใจของตนนั้นข้อตกลงหยุดยิงควรมีผลบังคับใช้ทันทีและไม่เกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชัน ก่อนสำทับว่า เครมลินพยายาม “แปลงสาร” และบิดเบือนข้อตกลง ตลอดจนมุ่งหลอกลวงทั้งผู้ไกล่เกลี่ยอย่างอเมริกาและทั่วโลก
ขณะที่เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แถลงว่า จากประสบการณ์เลวร้ายกับเคียฟ รัสเซียต้องการการรับประกันด้วยการที่อเมริการะบุอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เซเลนสกีและยูเครนจะต้องทำ
ด้านเซเลนสกีบอกว่า จะขอให้ทรัมป์เพิ่มมาตรการแซงก์ชันมอสโก รวมทั้งจัดหาอาวุธให้ยูเครนเพิ่ม ถ้ารัสเซียละเมิดข้อตกลง
นอกจากนั้น เซเลนสกียังกล่าวระหว่างแถลงข่าวในวันอังคารว่า ระหว่างการหารือกับอเมริกาที่ซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ มีการกล่าวถึงการนำฝ่ายที่สามเข้ามาร่วมกำกับดูแลการหยุดยิงในอนาคตด้วย และเสริมว่า ตุรกีที่มีความสัมพันธ์อันดีทั้งกับยูเครนและรัสเซีย อาจรับหน้าที่ติดตามสถานการณ์ในทะเลดำ และประเทศหนึ่งจากตะวันออกกลางอาจกำกับดูแลข้อตกลงหยุดยิงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ขณะเดียวกัน รัสเตม ยูเมรอฟ รัฐมนตรีกลาโหมยูเครน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของฝ่ายยูเครนที่กรุงริยาดคราวนี้ กล่าวว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับทะเลดำยังต้องมีการหารือกันต่อ พร้อมเตือนว่า ถ้าเรือรบรัสเซียเคลื่อนออกจากด้านตะวันออกของทะเลดำ ยูเครนจะมีสิทธิ์เต็มที่ในการป้องกันตัวเอง
ทางฝ่ายทรัมป์นั้นให้สัมภาษณ์กับนิวส์แม็กซ์ โดยยอมรับว่า แม้รัสเซียต้องการยุติสงคราม แต่อาจพยายามยื้อไว้ก่อนเพื่อผลในการต่อรอง
ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการตามสิ่งที่ทำความตกลงกันในคราวนี้ได้จริง จะถือเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนแรกที่นำไปสู่เป้าหมายของทรัมป์ ในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมมากขึ้น
(ที่มา: รอยเตอร์/เอเอฟพี/เอเจนซีส์)