เอเอฟพี/เอเจนซีส์ - ความตึงเครียดระหว่างคนเชื้อชาติต่างๆ และความไม่เท่าเทียมที่ปรากฏให้เห็นทั่วทั้งสังคม กำลังกลายเป็นตัวขวางกั้นสหรัฐอเมริกาไม่ให้ไปถึง “อุดมคติต่างๆ” ของตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติระบุในวันพฤหัสบดี (21 ก.ค.)
มาอีนา คีอาอี (Maina Kiai) ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยการชุมนุมและการรวมกลุ่มกันอย่างสันติ (United Nations Special Rapporteur on peaceful assembly and association) ยังแสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อมาตรการการตรวจตรารักษาความสงบอย่างแข็งกร้าวจนเกินเหตุที่ใช้กันอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งเขาระบุว่าในหลายๆ ครั้งเลยได้กลายเป็นตัวลิดรอนสกัดกั้นสิทธิที่จะประท้วงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
คีอาอีซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเพิ่งเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกในฐานะผู้รายงานพิเศษของยูเอ็น ยังวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อโครงการให้วีซ่าแก่คนงานต่างชาติของสหรัฐฯ โดยระบุว่ามีการให้อำนาจแก่นายจ้างอย่างเกินเลยไปมากในการปฏิบัติต่อคนงานของพวกเขา กระทั่งสามารถเปรียบเทียบได้กับระบบที่ใช้อยู่ในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกมองกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นระบบที่กดขี่คนงาน
“ลัทธิเชื้อชาติ และการแบ่งแยกเชื้อชาติผิวพรรณ, การข่มเหงรังแก, ตลอดจนการทำให้ด้อยความสำคัญซึ่งมากับลัทธิดังกล่าว เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อสภาพแวดล้อมซึ่งจะเอื้ออำนวยให้สามารถใช้สิทธิเพื่อการรวมกลุ่มและการชุมนุมได้” คีอาอีระบุในคำแถลงซึ่งออกมาภายหลังการตระเวนไปในสหรัฐฯเป็นเวลา 17 วัน โดยแวะเยือนกรุงวอชิงตัน, นิวยอร์ก, บัลติมอร์ และเมืองทางภาคใต้อีกหลายแห่ง
เขายังพูดย้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีมาก่อนหน้านี้ของยูเอ็น โดยบอกว่า “สิ่งที่เรียกว่า ‘สงครามกวาดล้างยาเสพติด’ ของอเมริกานั้นได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อผู้คนในสหรัฐฯ หนักหนาไม่เท่าเทียมกัน โดยที่คนผิวดำและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ได้รับผลกระทบกระเทือนสาหัสกว่า เป็นต้นว่า มีการออกแนวทางปฏิบัติในการลงโทษซึ่งบ่อยครั้งเลยจะเห็นผู้กระทำความผิดด้านยาเสพติดที่เป็นชนกลุ่มน้อยต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลายาวนาน มีความโกรธกริ้วอย่างชอบด้วยเหตุผลและสามารถสัมผัสได้ชัดเจนในชุมชนชาวผิวดำต่อความอยุติธรรมเหล่านี้...” คีอาอีระบุในคำแถลงของเขา
สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในสหรัฐฯ นั้น ได้ถูกลิดรอน “ด้วยการตรวจตรารักษาความสงบอย่างแข็งกร้าวโดยไม่จำเป็นและด้วยการทำให้ (ตำรวจตลอดจนเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายอื่นๆ) กลายเป็นกองทหาร เมื่อมีการชุมนุมอย่างสันติในบางแห่งบางครั้ง” คีอาอีกล่าวเพิ่มเติม
ในเรื่องคนงานอพยพ ผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นผู้นี้ระบุว่า โครงการวีซ่า H2B ของสหรัฐฯ ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าไปทำงานตามฤดูกาลเป็นระยะเวลาสั้นๆ ได้นั้นไม่ได้แตกต่างอะไรจากระบบคาลาฟา (Kalafa system) ในโลกอาหรับซึ่งถูกกลุ่มสิทธิต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ “แรงงานขัดหนี้” (bonded labour)
“สถานการณ์ของคนงานอพยพในตลอดทั่วทั้งสหรัฐฯ เป็นอย่างไรนั้น เราสามารถที่จะมองเห็นได้จากการไม่มีความมั่นคงและการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบจากสถานการณ์การจ้างคนงานอพยพเหล่านี้, การตอบโต้แก้เผ็ดเมื่อมีความพยายามดึงความสนใจไปยังเงื่อนไขการทำงานที่ย่ำแย่ และความหวาดกลัวที่จะลงมือปฏิบัติการเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขการล่วงละเมิดต่างๆ” คีอาอีกล่าว