เอเจนซีส์ - หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ เปิดเผย ถึงเบื้องหลังฝ่ายกระบอกเสียงของอิสราเอล เช่น มาร์ค เรเกฟ(Mark Regev) โฆษกรัฐบาลอิสราเอล หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ใช้คู่มือตอบคำถามหนา 112 หน้าจากการวิจัยของดอกเตอร์ แฟรงค์ ลันต์ซ (Frank Luntz) เจ้าพ่อนักวางแผนยุทธวิธีทางการเมือง และนักทำโพลสำรวจรีพับลิกันจากสหรัฐฯในการตอบคำถามประชาคมชาวโลกว่า ทุกสิ่งที่อิสราเอลทำก็เพื่อต้องการอยู่ร่วมกับปาเลสไตน์อย่างสันติ ถึงแม้ความเป็นจริงแล้วปาเลสไตน์จะต้องเสียชีวิตไปกว่าพันศพก็ตาม
นี่เป็นความเชี่ยวชาญของงานประชาสัมพันธ์ของโฆษกอิสราเอลที่ทำให้ทั่วโลกทึ่ง จากการที่ใช้คู่มือที่ออกมาจากการศึกษาอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญที่ทำเป็นแบบมืออาชีพในการตอบคำถามที่เน้นกลุ่มเป้าหมายไปในแถบยุโรปและสหรัฐฯโดยการใช้จิตวิทยาเข้าช่วย เพื่อหว่านล้อมให้เชื่อว่าปฎิบัติการ Protective Edgeของอิสราเอลที่เริ่มมาจากการเสียชีวิตของนักเรียนวัยรุ่นอิสราเอลที่ถูกลักพาตัวก่อนปลิดชีวิตในที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตกว่าพันคนของชาวปาเลสไตน์ที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็กที่ต้องเสียชีวิตไป นั้นมีเหตุผลมากเพียงพอในสายตาของชาติตะวันตก
ผลงานการค้นคว้าชิ้นนี้เป็นของ ดอกเตอร์ แฟรงค์ ลันต์ซ (Frank Luntz) เจ้าพ่อนักวางแผนยุทธวิธีทางการเมือง และนักทำโพลสำรวจรีพับลิกันจากสหรัฐฯ โดยการศึกษาชิ้นนี้เกิดขึ้นเมื่อ 5ปีมาแล้วจากการริเริ่มของกลุ่ม “โปรเจกต์อิราเอล” ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในสหรัฐฯและอิสราเอล ต้องการให้งานวิจัยทางประชาสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาชิ้นนี้เป็นประโยชน์กับกองทัพแนวหน้าที่ต้องรับมือกับกองทัพสื่อตะวันตกเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้อิสราเอล
ในแต่ละหน้าของคู่มือลับนี้มีการระบุว่า “ห้ามแจกจำหน่ายหรือเผยแพร่” และเป็นที่เข้าใจอย่างง่ายดายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ในรายงานลันต์ซที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ The Israel project's 2009 Global Language Dictionary” นั้นแอบถูกนำมาเผยแพร่ต่อนิวสวีคออนไลน์ในเกือบจะทันทีที่เสร็จ แต่เนื้อหาสาระสำคัญที่แท้จริงของผลงานชิ้นนี้กลับไม่ได้รับความนิยม โดยสื่ออังกฤษกล่าวว่า ตามความเป็นจริงแล้ว คู่มือลับนี้สมควรต้องได้รับการเผยแพร่เพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยเฉพาะกับบรรดานักสื่อสารมวลชนที่สนใจในทุกแง่มุมของนโยบายของรัฐบาลยิวเพราะนี่ถือเป็นเสมือนคัมภีร์ “Dos & Dont's” สำหรับโฆษกรัฐบาลอิสราเอลทุกคน
นอกจากนี้ยังพบว่า ในคู่มือนี้ยังแสดงถึงช่องว่างที่แตกต่างทางความคิดระหว่างสิ่งที่ข้าราชการประจำของอิสราเอลคิดและสิ่งที่ข้าราชการการเมือง หรือนักการเมืองอิสราเอลเชื่อ และถึงสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นกล่าว และมีการออกแบบตำตอบแบบสั้นๆโดยอ้างอิงมาจากการสำรวจทางวิจัยโพลเพื่อจะสามารถทำให้เหล่ากระบอกเสียงของรัฐบาลอิสราเอลสามารถป้อนในสิ่งที่คนอเมริกันต้องการจะได้ยิน
และยังพบว่าในคู่มือถามตอบแบบเบ็ดเสร็จนี้ยังเต็มไปด้วยสาระให้คำแนะนำที่มีประโยชน์เพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงคำตอบเพื่อเอาใจกลุ่มผู้ฟังแต่ละกลุ่มได้ อาทิ การศึกษากล่าวว่า “ชาวอเมริกันเห็นสอดคล้องกับอิสราเอลว่ามีสิทธิปกป้องพรมแดนของตนได้ แต่จะไม่เป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลหากตัวแทนรัฐบาลอิสราเอล เช่น นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู จะอธิบายต่อว่า พรมแดนของอิสราเอลนั้นกินขอบเขตใดบ้าง และโดยเฉพาะห้ามอ้างอิงถึงพรมแดนอิสราเอลในช่วงยุคก่อนหรือหลังปี 1967 เพราะจะทำให้ชาวอเมริกันหวนคิดไปถึงประวัติศาสตร์กองทัพยิว และจะยิ่งเป็นผลลบต่ออิสราเอลหากผู้ฟังเป็นฝ่ายหัวเสรีในอเมริกา ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดจากแบบสำรวจของลันต์ซ์ที่ชี้ว่า จำนวนชาวอเมริกันที่สนับสนุนให้อิสราเอลปกป้องดินแดนจะหล่นจาก 89% ไปลงต่ำกว่า 60% ทันทีเมื่อเนทันยาฮูเอ่ยถึงพรมแดนของประเทศเมื่ออ้างอิงกับปี 1967
และในงานวิจัยของลันต์ซยังให้คำแนะนำในคำถาม “สิทธิของผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ที่จะสามารถเดินทางกลับมาหลังจากต้องถูกขับไล่หรือหนีไปในปี 1948 หรือหลังจากนั้น และเรื่องผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับเข้าบ้านพวกตนได้” โดยลันต์ซให้คำแนะนำว่า “ สิทธิในการเดินทางกลับมานั้นเป็นปัญหาหนักสำหรับชาวยิวที่จะต้องโต้เถียงอย่างสร้างสรรค์เพราะ สำหรับชาวอิสราเอลแล้ว มันคล้ายกับ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียม” ซึ่งเป็นคำพูดของกลุ่มสนับสนุนการแบ่งแยกสีผิวในยุค 50และพวกแบ่งแยกชนเจ้าอาณานิคมผิวขาวออกจากคนพื้นเมืองในยุค 80 แต่ในความเป็นจริงคือ อเมริกันไม่ยอมรับกับแนวคิด “แบ่งแยกแต่เท่าเทียม”
และหากเนทันยาฮู หรือคณะโฆษกของเขาต้องรับมือกับคำถามที่คู่มือลับได้การันตีแล้วว่า “เป็นหัวข้อที่ยากจะรับมือ” สิ่งที่เนทันยาฮูต้องแถลงคือ ยกว่า “สิ่งนี้เป็นการเรียกร้อง” โดยอ้างอิงจากสมมุติฐานที่ว่าชาวอเมริกันไม่ชอบใครมาประกาศข้อเรียกร้อง โดยลันตซ์ได้ให้คำแนะนำว่า รัฐบาลยิวอาจจะให้ความเห็นว่า “ชาวปาเลสไตน์ไม่มั่นใจในรัฐของพวกเขาอยู่แล้ว และในขณะนี้ได้ทำการเรียกร้องดินแดนที่อยู่ภายในอิสราเอลอีก” และนอกจากนี้ยังมีคำแนะนำอื่นเสริมเพื่อการตอบโต้อย่างมีประสิทธิภาพเห็นควรให้เนทันยาฮูเสริมตบท้ายว่า “สิทธิในการกลับมาของชาวปาเลสไตน์นั้นอาจจะอยู่ในการเจรจาขั้นสุดท้ายในอนาคต”
ทั้งนี้ผู้วิจัยผลงานชิ้นนี้ชี้ว่า ชาวอเมริกันในภาพรวมต่างหวาดวิตกต่อการอพยพเป็นจำนวนมากเข้าสู่อเมริกา ดังนั้นเห็นควรให้เน้นว่า “การอพยพเรือนล้านของชาวปาเลสไตน์เข้าไปในดินแดนอิสราเอลจะไม่ทำให้เกิดผลดีแก่พวกเขา” แต่หากยังไม่ได้ผลให้ตอบกลับไปว่า “การเดินทางกลับมาของชาวปาเลสไตน์จะขัดขวางความพยายามในการสร้างสันติภาพ”
เดอะการ์เดียนรายงานว่า ผลงานการวิจัยชิ้นนี้ของลันต์ซทำในช่วงหลังปฎิบัติการ Cast Lead ในช่วงธันวาคม 2008 และมกราคม 2009 ที่มีชาวปาเลสไตน์ 1,387 คน และชาวยิว 9 คน ถูกสังหาร ซึ่งในปี 2014 ที่กลุ่มฮามาสมีเรื่องขัดใจกับเตหะรานจึงทำให้นักวางแผนสร้างข่าวลือของอิสราเอลไม่สามารถหาประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างปาเลสไตน์และอิหร่านได้เหมือนเช่นในอดีต
และลันต์ซผู้เขียนคู่มือลับยังย้ำด้วยตัวอักษรพิมพ์หนาต่อเนทันยาฮู หรือคณะโฆษกอิสราเอลของเขาว่า “จะต้องไม่มีวันเอ่ยถึง หรือแสดงความเห็นต่อการตั้งใจลงมือสังหารเหล่าพลเรือนผู้หญิงและเด็กปาเลสไตน์” นอกจากนี้ตัวแทนรัฐบาลยิวยังต้องท้าทายอย่างเอาจริงเอาจังต่อผู้กล่าวหาอิสราเอลในการทำอาชญากรรมเช่นนั้น ซึ่งโฆษกอิสราเอลต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการตอบโต้เมื่อชาวปาเลสไตน์ 16 คน ถูกสังหารที่ค่ายผู้อพยพยูเอ็นในกาซาเมื่อวันพฤหัสบดี(24)ที่ผ่านมา
ลิสต์คำ และวลีที่ควรใช้ และที่ควรหลีกเลี่ยงยังถูกพบในคู่มือลับสารพัดประโยชน์นี้ โดยมีการตอกย้ำว่า “เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด อิสราเอลปราถนาต่อสันติภาพกับชาวปาเลสไตน์” และเป็นสิ่งที่เนทันยาฮูและตัวแทนรัฐบาลอิสราเอลทุกคนต้องพูดให้ติดปากตลอดเวลา เพราะในสิ่งนี้ชาวอเมริกันต้องการเป็นอย่างมากที่จะให้เกิดขึ้น ซึ่งถึงแม้ความเป็นจริงอาจจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลหวังตรงกันข้ามก็ตาม จากรายงานฉบับนี้ ลันต์ซผู้เขียนยอมรับว่า รัฐบาลอิสราเอลไม่ต้องการ “โมเดล 2 รัฐ” แต่เขาเห็นควรให้กระบอกเสียงของอิสราเอลย้ำสิ่งนี้เพราะจากการสำรวจพบว่า 78% ของชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาแบบโมเดล 2 รัฐฯ และเนทันยาฮูหรือใครก็ตามที่พูดเพื่ออิสราเอลควรจะเน้นถึงความคาดหวังที่จะเห็นการกระเตื้องขึ้นของการเติบโตทางเศรษฐกิจปาเลสไตน์ด้วยเช่นกัน
จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เดอะการ์เดียนรายงานว่า คู่มือลับของดอกเตอร์ แฟรงค์ ลันต์ซ์มีวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้นคือต้องการให้ชาวตะวันตกมองอิสราเอลว่า “อิสราเอลต้องการอยู่ร่วมอย่างสันติกับชาวปาเลสไตน์ และพร้อมที่จะยอมทำอะไรหลายอย่างเพื่อทำให้สันติภาพเกิดขึ้น” ถึงแม้ว่าตามสภาพความเป็นจริงแล้วไม่ใช่โดยสิ้นเชิงก็ตาม


