เมโทร/ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ชาวคอสตาริกาในเมืองซิกีร์เรสร่วมพิธีไว้อาลัยให้กับ “โปโช” จระเข้แสนเชื่องที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองมายาวนาน หลังจากมันตายลง ขณะมีชีวิตมายาวนาน 60 ปี
ทั้งนี้ การแสดงระหว่างกิลแบร์โต เชดเดน ชาวประมงพื้นบ้าน กับโปโช จระเข้ที่มีความยาวกว่า 4.5 เมตร ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็น จากท่วงท่าที่สามารถสะกดผู้ชม ช่วยส่งเสริมให้เมืองซิกีร์เรสมีชื่อติดบนแผ่นที่การท่องเที่ยวของคอสตาริกา
กิลแบร์โต เชดเดน หรือชื่อในการแสดงว่า “ชิโต” เฝ้าสอนให้โปโชเชื่อง จนสามารถสั่งให้มันยกขา หรือแสดงท่าทางต่างๆ ขณะว่ายน้ำ คนและจระเข้าคู่นี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วคอสตาริกา และในหมู่นักท่องเที่ยว มานานถึง 8 ปี
นอกจากนั้น ทั้งสองยังได้รับความนิยมจากแฟนๆ บนโลกออนไลน์จำนวนมาก ซึ่งประทับใจกับการแสดงที่เข้าขากันเป็นอย่างดี
เพื่อนรักมนุษย์-จระเข้คู่นี้พบกันครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว วันนั้น กิลแบร์โต เชดเดน ชิโต พบจระเข้ตัวนี้ที่แม่น้ำปาริสมินา (Parismina) ในสภาพใกล้ตาย ตอนนั้น มันถูกเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากมันลอบเข้าไปกินวัวของชาวบ้านบริเวณริมแม่น้ำ
ชิโต ชาวประมงธรรมดาอายุ 34 ปี ในขณะนั้น ตัดสินใจแบกมันขึ้นเรือและพายกลับบ้าน เวลานั้น เขาหวังเพียงจะได้หนังจระเข้หลังจากมันตาย อย่างไรก็ตาม ผ่านไปหลายวัน โปโชก็ยังรอดชีวิต เขาจึงเริ่มรักษาบาดแผล ให้อาหารมัน และสิ่งที่เขาได้รับคือเพื่อนแท้ตัวหนึ่ง
โอลกา วัลเล ภรรยาของกิลแบร์โต เชดเดน เปิดเผยว่า สามีของเธอเก็บงำเรื่องโปโชไว้เป็นความลับนานหลายเดือน จนช่วงนั้น เธอเริ่มสงสัยว่า เขาออกจากบ้านไปไหนในทุกๆ คืน ต่อมา เมื่อข่าวของทั้งสองได้รับการเผยแพร่สู่โลกภายนอก นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยพฤติกรรมสัตว์ และนักข่าวจากทั่วโลกจำนวนมาก ล้วนเดินทางไปยังบ้านของเขา เพื่อชมความสัมพันธ์อันน่าอัศจรรย์ระหว่างเพื่อนต่างสายพันธุ์คู่นี้
ตลอดเวลาราวสองทศวรรษที่อยู่ด้วยกัน กิลแบร์โต เชดเดน กล่าวว่า โปโชไม่เคยทำร้ายเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ก็ยอมรับว่า มันอาจไม่เป็นมิตรกับคนๆ อื่นเท่ากับเขา
ทั้งนี้ ชาวเมืองซิกีร์เรสต้องหลั่งน้ำตา ขณะมีการแห่โปโชไปตามท้องถนนมุ่งยังสถานที่จัดพิธีรำลึกให้มัน ชาวบ้านที่อาลัยรักโปโชก็ร่วมกันร้องเพลงไว้อาลัยจระเข้น้ำหนัก 450 กิโลกรัม ตัวนี้ ซึ่งตายลงจากสาเหตุตามธรรมชาติ เมื่อวันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม
ด้วยความยินยอมของกิลแบร์โต เชดเดน ซากของโปโชจะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและรู้จักมันสืบต่อไป




