ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแอมไซยาไนด์ คดีที่ 5 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ แอม ไซยาไนด์ อายุ 39 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ
โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในอาหารเพื่อมีเจตนาฆ่านางรสจรินทร์ หรือ พี่น้อย แม่ค้าผัก เพื่อล้างหนี้ 60,000 บาท และให้สามีของผู้ตายชดใช้หนี้รถยนต์ในมูลค่าที่สูงกว่าที่ยืมไป ด้วยการผสมไซยาไนด์ลงในสลัดผัก ผู้ตายนำมากิน ก่อนเป็นลมชัก และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่นำสืบแล้วรับฟังได้ว่า เมื่อราวเดือนมีนาคม ปี 2566 สามีผู้ตายรับทราบข่าวที่มีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการถูกวางยาไซยาไนด์ จนเกิดความสงสัยว่าจำเลยจะมีส่วนเกี่ยวข้องการตายของภรรยา ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลย กล่าวหาว่า เจตนาฆ่าผู้ตายโดยปลอมปนสารไซยาไนด์ลงไปในสลัดผัก ทำให้ร่างกายได้ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เป็นเหตุให้เสียชีวิต
พยานโจทก์ มีนายแพทย์ผู้รักษาผู้เสียชีวิต เบิกความว่า เลือดของผู้ตายมีภาวะเลือดเป็นกรดสูง จากการติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือได้รับสารพิษ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าได้รับสารพิษจากสารไซยาไนด์ และไม่สามารถบอกได้ว่าสารพิษที่นำเข้าร่างกายนั้นเป็นการนำเข้าของผู้ตายเอง หรือวิธีการใด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก
ส่วนพยานที่เป็นลูกจ้างของผู้ตาย ระบุว่า พบเห็นจำเลยนำสลัดผักมาให้ผู้ตายรับประทาน โดยให้การว่าจดจำรถของจำเลยได้ แต่พยานไม่สามารถตอบคำถามค้านของทนายจำเลยได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ยี่ห้อใด และไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนนำสลัดมาให้ผู้ตายรับประทาน
สำหรับมูลเหตุแห่งการฆ่า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการฆ่าล้างหนี้ 60,000 บาท แต่จากข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ตายนำรถยนต์มาจำนำกับจำเลย จำนวนเงิน 100,000 บาท และผู้ตายได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยไปแล้ว 50,000 บาท โดยหลังจากเสียชีวิตจำเลยอ้างกับสามีผู้ตายว่าต้องชดใช้หนี้ค่าจำนำรถยนต์ 600,000 บาท แต่มีการต่อรองลดเหลือ 300,000 บาท ซึ่งสามีของผู้ตายยอมชดใช้เงินจนครบ 300,000 บาท และได้รถยนต์คืนไปแล้ว จึงไม่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้ก่อเหตุ
พยานและหลักฐานของโจทก์ไม่เชื่อมโยงว่า จำเลยจะกระทำความผิดตามที่สันนิษฐานกันมาข้างต้น จึงพิพากษายกฟ้อง
ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้พิพากษาคดี แอม ไซยาไนด์ ฐานฆ่าผู้อื่นมาแล้วรวม 4 คดี
คดีที่ 1 ศาลสั่งประหารชีวิต คดีวางยาฆ่า น.ส.ศิริพร หรือ ก้อย ขันวงษ์ เสียชีวิตบริเวณท่าน้ำ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
คดีที่ 2 คดีวางยาฆ่า พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือ สารวัตรปู ศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่คำให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
คดีที่ 3 คดีวางยาฆ่า น.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาว ที่ จ.นครปฐม ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอว่าจำเลยครอบครองไซยาไนด์ หรือประสงค์ต่อทรัพย์
คดีที่ 4 คดีวางยาฆ่า ร.ต.อ.หญิง สุกานดา วิมลมาลย์ หรือ ผู้กองนุ้ย อดีตรองสารวัตรการเงิน สภ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น โดยใส่สารพิษในเครื่องดื่มให้ผู้กองนุ้ยดื่มจนถึงแก่ความตาย ศาลพิพากษาประหารชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต
ขณะที่วานนี้ศาลอาญาพิพากษาคดีที่ 5 ซึ่งพิพากษายกฟ้อง


