นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ข่าวดีเรื่องค่าไฟ…ดีจริง หรือแค่ผักชีโรยหน้า?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
กพช. เคาะปรับโครงสร้างใหม่ คืนความเป็นธรรมให้กระเป๋าเงินประชาชน
ลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาทต่อหน่วย
ตัดค่าไฟถนนออกจากบิลประชาชน
และดึงเงินจากกลุ่มทุนใหญ่พลังงานมาจ่ายอุดหนุนแทน”
ฟังแล้วเป็นข่าวดีมาก แต่คำถามคือ “ดีจริงไหม?”
“ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า?”
หรือรัฐบาลกำลังเอาเรื่องค่าไฟมาสร้างภาพ และสุดท้ายก็เป็นเพียงผักชีโรยหน้าเหมือนนโยบายอีกหลายเรื่อง?
คำตอบของผมคือ
“ข่าวดีจริง”
เริ่มจากเรื่อง 200 หน่วยแรก 3 บาทต่อหน่วย
กพช. เห็นชอบให้อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย หน่วยที่ 1-200 ลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่หน่วย 201-400 และตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไปตามมติล่าสุดยังคงอัตราเดิม นอกจากนี้ยังขยายนิยามบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านไม่มีทะเบียนบ้านที่ปัจจุบันต้องใช้อัตราไฟชั่วคราวซึ่งแพงกว่า นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็ก ๆ
ข้อมูลที่ กกพ. ใช้ประกอบการพิจารณาก่อนหน้านี้พบว่า ผู้ใช้ไฟบ้านที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยมีประมาณ 15.59 ล้านราย หรือประมาณ 67% ของผู้ใช้ไฟบ้านในกลุ่มที่ศึกษา และการลดค่าพลังงานไฟฟ้าในช่วงนี้มีมูลค่าราว 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 15,555 ล้านบาทต่อปี.
แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ
นี่ไม่ใช่นโยบายที่ลดให้คนไม่กี่แสนคน
แต่กระทบคนหลักสิบล้านครัวเรือน
เพราะฉะนั้น ถามว่า “ประชาชนได้ประโยชน์จริงไหม?”
คำตอบคือ ได้จริง
เรื่องที่สอง คือค่าไฟถนน
ที่ผ่านมา ต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟทั่วไป
ผู้ใช้ไฟทั่วไปมีส่วนร่วมแบกรับต้นทุนไฟสาธารณะมาเป็นเวลานาน 39 ปี
มติ กพช. รอบนี้ให้แยกต้นทุนส่วนนี้ออก และกำหนดเป็นอัตราเฉพาะต่างหาก รัฐบาลระบุว่าการถอดต้นทุนส่วนนี้ออกจะทำให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับได้รับประโยชน์
เพราะฉะนั้น ประโยคที่ว่า ”ตัดค่าไฟถนนออกจากภาระประชาชน” ในหลักการถือว่าเป็นเรื่องจริง
ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าต้นทุนบางอย่างไม่ได้เกิดจากการใช้ไฟในบ้านของเราโดยตรง การแยกต้นทุนนั้นออกมาให้เห็นชัด และหาวิธีจัดการต่างหาก ย่อมโปร่งใสกว่าการเอาทุกอย่างมารวมอยู่ในก้อนเดียว
แล้วที่บอกว่า
“ดึงเงินจากกลุ่มทุนใหญ่พลังงานมาจ่ายแทน”
จริงไหม?
ผมว่า นี่คือประโยคที่ “ขายดีที่สุด” แต่ก็เป็นประโยคที่ควรระวังที่สุด เพราะฟังแล้วเหมือนรัฐบาลกำลังไปไล่เก็บเงินเจ้าสัวพลังงานมาจ่ายค่าไฟให้คนจน ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว
มติ กพช. ระบุแหล่งเงินใหม่สำหรับกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจากหลายส่วน เช่น ผู้ใช้ไฟกลุ่ม Data Center ผู้ใช้ไฟที่ซื้อขายไฟตรงผ่าน Direct PPA เงินที่เกิดจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มหรือ Adder และโครงการโซลาร์ชุมชน เพื่อนำมาช่วยลดค่าไฟสาธารณะและภาระค่าไฟบ้าน
ดังนั้นคำว่า “ทุนใหญ่รับผิดชอบตัวเอง” เป็นภาษาทางการเมืองที่ฟังแล้วสะใจ แต่ไม่ใช่คำอธิบายกลไกที่แม่นที่สุด
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำจริง ๆ คือ พยายามหาต้นทุนและรายได้จากกิจกรรมในระบบพลังงานบางประเภท มาแยกออกจากภาระของผู้ใช้ไฟทั่วไป
โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟปริมาณมากและอาจทำให้ระบบต้องลงทุนโครงข่ายเพิ่มเติม กพช. ยังเห็นชอบให้มีอัตราค่าไฟเฉพาะและให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันก่อนรัฐลงทุนขยายระบบรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้นทุนจะย้อนกลับไปตกกับผู้ใช้ไฟทั่วไป
Data Center จะถูกกำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะเพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงของตัวเอง โดยเฉพาะต้นทุน LNG และการขยายโครงข่าย และ Data Center ยังเป็นหนึ่งในแหล่งที่จะนำส่งเงินเข้ากลไกกองทุนใหม่ ร่วมกับ Direct PPA เงินจากการลด Adder และโซลาร์ชุมชน
เพราะฉะนั้น Data Center ไม่ได้เข้ามา “จ่ายค่าไฟแทนคนไทย”
หลักคิดที่แท้จริงคือ อย่าให้ต้นทุนที่เกิดจาก Data Center ถูกผลักมาเฉลี่ยให้ประชาชนทั่วไปช่วยแบก และให้นำเงินบางส่วนจากกลไกผู้ใช้ไฟกลุ่มใหม่กลับมาช่วยลดภาระระบบ
แต่มาตรการนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอัตราค่าไฟ เปลี่ยนนิยามผู้ใช้ไฟบ้าน แยกต้นทุนไฟสาธารณะ และสร้างกลไกใหม่สำหรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่
ถามว่าเป็นการปฏิรูประบบไฟฟ้าไทยทั้งหมดแล้วหรือยัง?
คำตอบคือ ยัง
ปัญหาค่าไฟไทยยังมีเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิง สัญญาซื้อไฟ กำลังผลิตสำรอง ภาระทางการเงินในระบบ และต้นทุนอื่นอีกหลายชั้น
เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐบาลจะประกาศว่า “เราแก้ปัญหาค่าไฟไทยสำเร็จแล้ว” ผมคงไม่เชื่อ
แต่ถ้าถามว่า ”มาตรการนี้ช่วยประชาชนจริงไหม?”
คำตอบคือ ช่วยจริง
“ค่าไฟลดจริงไหม?”
ในส่วนค่าพลังงาน 200 หน่วยแรก ลดจริง และครอบคลุมผู้ใช้จำนวนมาก
“ค่าไฟถนนถูกแยกออกจริงไหม?”
คำตอบคือ จริง
“เป็นแค่ผักชีโรยหน้าหรือเปล่า?”
ผมว่าไม่ใช่
เพราะมีการเปลี่ยนกลไกและโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เอาเงินงบประมาณมาโปะค่าไฟชั่วคราวแล้วรอวันหมดมาตรการ
สรุป
“ข่าวดีเรื่องค่าไฟครั้งนี้ เป็นข่าวดีจริง”
แต่ยัง…ไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาโรคทุกอย่างของระบบพลังงานไทย และไม่ใช่การปฏิรูปที่เสร็จสมบูรณ์
เพราะประชาชนหลักสิบล้านรายมีโอกาสได้รับประโยชน์จากอัตราใหม่จริง และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ รัฐบาลเริ่มรื้อวิธีคิดบางอย่างในโครงสร้างค่าไฟจริง


