นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล โดยปรับแนวทางการตรวจสอบสินค้าและผู้โดยสารขาออกให้มีความเข้มงวดใกล้เคียงกับการตรวจสอบขาเข้า เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบถนน ท่าเรือ และสนามบินที่ทันสมัย ซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการค้าและการเดินทาง แต่กลับถูกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติใช้เป็นช่องทางลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศที่สาม
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า บ้านเราไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่ประเทศเราอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดของโลกแห่งหนึ่ง จึงทำให้บ้านเราเป็นทางผ่าน เพราะโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยดี ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมศุลกากรต้องมาปรับในเรื่องของการส่งออกให้มีความเข้มงวดขึ้น
สำหรับมาตรการสำคัญที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ การเพิ่มเครื่องเอกซเรย์สำหรับตรวจสอบสัมภาระและสินค้าขาออก จากเดิมที่เน้นการตรวจสอบสัมภาระขาเข้าเป็นหลัก โดยอยู่ระหว่างการหารือกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เพื่อสนับสนุนการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์เพิ่มเติมสำหรับกระเป๋าสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง และสินค้าในคลังสินค้าทางอากาศ ก่อนการขนส่งออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังเพิ่มการใช้สุนัขตรวจค้น K9 ในการตรวจสอบสัมภาระและสินค้าขาออกมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาอาจมีข้อกังวลด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นมาตรการที่มีความจำเป็น เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมการลักลอบขนยาเสพติดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของกรมศุลกากรจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการเดินทาง กับการป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย เนื่องจากแต่ละปีประเทศไทยมีผู้โดยสารเดินทางผ่านสนามบินกว่า 85 ล้านคน และมีตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนในระบบมากกว่า 13 ล้านตู้ ทำให้ไม่สามารถตรวจค้นทั้งหมดได้
ด้วยเหตุนี้ กรมศุลกากรจึงนำระบบบริหารจัดการความเสี่ยงมาใช้ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อคัดกรองผู้โดยสาร สินค้า และพัสดุที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยให้การตรวจสอบมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนนำไปสู่การตรวจค้นเชิงลึกในขั้นตอนต่อไป
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดยาเสพติดได้มากกว่า 1,000 กิโลกรัม หรือกว่า 1 ตัน คิดเป็นมูลค่าต้นทางประมาณ 700-800 ล้านบาท แต่หากยาเสพติดเหล่านี้ถูกลักลอบส่งถึงประเทศปลายทาง เช่น ออสเตรเลีย มูลค่าในตลาดมืดอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรยังเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบส่งออกกัญชา โดยได้ปรับบทลงโทษใหม่เป็นค่าปรับในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท เพื่อสกัดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พยายามนำกัญชาออกไปจำหน่ายในประเทศที่ยังถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มเห็นผลในทางปฏิบัติ โดยพบว่ามีกลุ่มเสี่ยงจำนวนหนึ่งยกเลิกการเดินทางหลังรับทราบมาตรการที่เข้มงวดขึ้น
ทั้งนี้ การปราบปรามยาเสพติดของกรมศุลกากรเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงของต่างประเทศ อาทิ UK Border Force ของสหราชอาณาจักร และ Australian Border Force ของออสเตรเลีย
เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติด และประชาสัมพันธ์เตือนพลเมืองของแต่ละประเทศไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ
นายพันธ์ทอง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์นี้จะมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรเข้าร่วมแถลงข่าวความร่วมมือกับหน่วยงานไทย เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดระหว่างประเทศและยกระดับความปลอดภัยด้านการขนส่งระหว่างประเทศต่อไป


