นายศุภโชค ศาลากิจ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารรงบประมาณ สว. ได้นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้า ต่อที่ประชุม ว่า สำหรับรายการที่โอนงบประมาณมายังงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นน แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 683 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 9,645 ล้านบาทนั้น กมธ. มีความเข้าใจเหตุผลต่อการโอนงบประมาณ แต่มีข้อห่วงใย คือ การดึงงบลงทุนไปใช้ส่งผลให้เงินที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ กมธ. จึงเสนอให้จัดเงินชดเชยให้กับโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
นอกจากนั้น ปัญหาเร่งใช้เงินเพื่อกันการตัดงบของหน่วยงานต่างๆ นั้น กมธ.พบว่ารัฐบาลประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือนเมษายน 2569 แต่กลับกำหนดวันตัดยอดจริง 2 มิถุนายน 2569 หากพิจารณาเทียบผลดำเนินงานว่า ผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 61.68% สิ้นเดือนมีนาคม เพิ่มเป็น 77.79% ในวันที่ 5 มิถุนายน โดยเพิ่มขึ้น 16.11%
นายศุภโชค กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สังเกตได้ 31 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน เพียง 5 วัน มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15% โดยปกติเดือนมีนาคม-เมษายน และ เมษายน-พฤษภาคม มีค่าเฉลี่ย 6-7% สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกพัน และเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องทำระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้มีผลต่อคุณภาพของงาน ผู้รับจ้าง ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน
พร้อมระบุถึงความโปร่งใสในการใช้งบกลาง เพราะการอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ทำให้การแก้วิกฤตรวดเร็ว แต่เสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก กมธ.ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัสภา และประชาชนติดตามตรวจสอบ
ขณะเดียวกัน ควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ต้องการได้ยินว่า "รัฐเสียค่าโง่" ซ้ำอีก
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงกรณีที่หน่วยงานราชการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ก่อนที่งบจะถูกโอนเข้างบกลางว่า เข้าใจดี เพราะไม่มีหน่วยงานไหนที่เต็มใจคืนเงินให้รัฐบาลกลาง เพื่อให้บริหารจัดการแบบอื่น จึงต้องเร่งรัดเบิกจ่าย
ทั้งนี้ ตัวเลขการเบิกจ่ายไตรมาส 2 และต่อเนื่องมาไตรมาส 3 สูงขึ้น 6-7% จึงเป็นสัญญาณที่บอกว่า ไม่มีหน่วยงานราชการไหนที่อยากโอนเงินคืนให้กับรัฐบาล โดยได้พยายามเร่งรัดการใช้งบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ตัวเลขการโอนงบประมาณลดลงจากคาดการณ์เดิม เหลือเพียง 1.03 หมื่นล้านบาท
นายภราดร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ขอบคุณสำหรับทุกข้อสังเกต ทุกข้อห่วงใย ที่ฝากถึงรัฐบาล และหากลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมา เราจะพยายามใช้เงินงบประมาณของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และที่สำคัญจะทำให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญเราจะไม่ใช้เงินงบประมาณไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล ของพรรคการเมือง หรือของพวกตัวเอง


