ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพไทยที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการพร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ สมัครเข้าร่วมโครงการ Market Expansion ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อขอรับทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาทต่อโครงการ สำหรับการทดสอบนวัตกรรมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและขยายตลาด โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 1 ปี
ทั้งนี้ การสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การสนับสนุน 100% สำหรับการขยายผลสู่หน่วยงานภาครัฐ และการสนับสนุนร่วม 50% สำหรับการขยายผลสู่ภาคเอกชน โดยเปิดรับข้อเสนอจาก 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) เกษตรกรรม (2) อาหาร (3) การแพทย์ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (4) พลังงานและสิ่งแวดล้อม และ (5) การท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ และสังคม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างลูกค้ารายแรก ขยายธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข่าวดีครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการมีผลบังคับใช้ของพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของ NIA ให้มีความคล่องตัวและมีเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมได้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย เร่งผลักดันผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยให้สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่นี้ คือการเพิ่มอำนาจให้ NIA สามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และร่วมลงทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลได้โดยตรง จากเดิมที่สนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการให้ทุนและโครงการบ่มเพาะเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้ NIA เข้าร่วมลงทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital Trust) ซึ่งเป็นกลไกระดมทุนเพื่อลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการได้ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย การพัฒนา ไปจนถึงการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้การถือหุ้นและการร่วมลงทุนดังกล่าวต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไม่ใช่เพื่อมุ่งแสวงหากำไรเป็นหลัก และการดำเนินการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดต่อไป เพื่อให้การใช้เงินภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเหมาะสม
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การยกระดับบทบาทของ NIA ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านเงินทุนให้ผู้ประกอบการนวัตกรรม โดยเฉพาะสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาพัฒนานาน และมักเข้าถึงเงินลงทุนในระยะเริ่มต้นได้ยาก จากเดิมที่ภาครัฐสนับสนุนผ่านเงินทุนให้เปล่าเป็นหลัก ในอนาคต NIA จะมีเครื่องมือในการร่วมลงทุนได้โดยตรงเมื่อหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรีมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการได้ต่อเนื่องตั้งแต่การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบตลาด การสร้างลูกค้ารายแรก ไปจนถึงการขยายธุรกิจ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาคเอกชนในการร่วมลงทุนกับสตาร์ตอัปไทยมากยิ่งขึ้น
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า รัฐบาลมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมไทยในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และการจัดให้มีมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม การเปิดรับทุน Market Expansion ควบคู่กับการยกระดับบทบาทของ NIA จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยเข้าถึงแหล่งทุน ขยายตลาด และต่อยอดงานวิจัยสู่ธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม
ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนได้ผ่านระบบ MIS ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ http://mis.nia.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล mandatory@nia.or.th


