นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 หลังยกร่างแก้ไขตั้งแต่ปี 2560 แก้ไขเมื่อปี 2563 กระทั่งรวมร่าง 2 ฉบับในปี 2565 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยเริ่มใหม่ ปรับแก้ปี 2569 ให้ทันสมัย เพิ่มประเภท "ภูมิปัญญาชุมชน" เป็นประเภทที่ 4 ให้สิทธิชุมชนขึ้นทะเบียนและรับค่าตอบแทนเมื่อถูกนำไปใช้ทางการค้า พร้อมเพิ่มโทษปรับสูงสุด 1 แสนบาท กรณีละเมิดสิทธิทางการค้า
สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ . ... ประกอบด้วย
1. การระบุบทบาทของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้ชัดเจน ให้อำนาจอธิบดีสามารถเปรียบเทียบปรับคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี ได้ เมื่อจ่ายค่าปรับตามกำหนด คดีถือเป็นที่สิ้นสุดโดยไม่ต้องขึ้นศาล
2. ประเภทการคุ้มครองภูมิปัญญา การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ได้มีการเพิ่ม "ภูมิปัญญาชุมชน" เพื่อคุ้มครองตำรับยาของกลางบ้านหรือสูตรยาเฉพาะของบางชุมชน ซึ่งหากใครต้องการนำภูมิปัญญาของชุมชนไปใช้ประโยชน์ จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับชุมชนนั้นๆ เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ชุมชน แต่หากชุมชนนั้นสลายตัวไป ภูมิปัญญาดังกล่าวจะกลับไปเป็นภูมิปัญญาของชาติต่อไป
3. การใช้ประโยชน์ภูมิปัญญาของชาติเพื่อการค้า ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมถึงการนำไปขอขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วย และเพิ่มข้อกำหนดให้สามารถลดหรือยกเว้นค่าตอบแทนได้ตามหลักเกณฑ์
4. ในส่วนของ "กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย" มีการวางแผนให้นำเงินรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ กลับเข้าสู่กองทุนโดยตรง
5. ในส่วนขององค์ประกอบและวาระของคณะกรรมการ มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่มีวาระ 2 ปี ให้เพิ่มเป็น 4 ปี
6. การปรับปรุงเรื่องบทกำหนดโทษเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน เพิ่มโทษ กรณีนำภูมิปัญญาไปใช้ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาและยกระดับสมุนไพร ซึ่งจะสร้างประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ประชาชนผู้ปลูกสมุนไพร กลางน้ำ คือ การแปรรูปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือสารสกัด และปลายน้ำ คือ ผลิตภัณฑ์สุดท้ายและการนำไปใช้รักษาโรค กระบวนการเหล่านี้จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันมูลค่าตลาดของผลิจภัณฑ์สมุนไพรของไทย ประมาณ 45,000 ล้านบาท


