สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ(International Air Transport Association) หรือ ไออาต้า (IATA)เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ เตือนว่าปัญหาคอขวดด้านการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์อากาศยานกำลังส่งผลกระทบต่อสายการบินทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องยนต์ CFM LEAP เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบบายพาสสูง พัฒนาโดย CFM International (กิจการค้าร่วมระหว่าง GE Aerospace และ Safran) และเครื่องยนต์ Pratt & Whitney GTF
รายงานระบุว่า ปัญหาความทนทานของเครื่องยนต์ การขาดแคลนอะไหล่ เครื่องยนต์สำรองที่มีจำนวนจำกัด รวมถึงกำลังการผลิตของศูนย์ซ่อมบำรุง (MRO) ที่ไม่เพียงพอ ทำให้สายการบินจำนวนมากต้องยืดอายุการใช้งานเครื่องบินรุ่นเก่า ขยายสัญญาเช่าเครื่องบิน และจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติมเพื่อรักษาระดับการให้บริการ
ทั้ง นี้ข้อมูลจาก IATA ชี้ว่า ในเดือนมีนาคม 2025 มีเครื่องบินที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Pratt & Whitney GTF ถูกจอดรอซ่อมบำรุงหรือรออะไหล่มากถึง 648 ลำ คิดเป็นประมาณ 28% ของฝูงบิน ฝูงบิน Pratt & Whitney GTF ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเครื่องยนต์ดังกล่าว
ความต้องการเข้ารับการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากจำนวนเครื่องบินลำตัวแคบรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์ตระกูล LEAP และ GTF ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่าความต้องการเข้าศูนย์ซ่อมจะเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในปี 2040
ด้าน Willie Walsh ผู้อำนวยการใหญ่ IATA เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งการเพิ่มการเข้าถึงอะไหล่สำรอง การขยายขีดความสามารถด้านการซ่อมบำรุง การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาด MRO อย่างเป็นธรรม และส่งเสริมการแข่งขันในตลาดบริการหลังการขาย
IATA ระบุว่า หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการให้บริการของสายการบินทั่วโลก และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในทศวรรษหน้า


