นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะประเด็นการใช้ยากลุ่มยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หรือ puberty blocker ในเด็ก นั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงแล้วว่า การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตาม Protocol ที่กำหนดไว้ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายของบริการ คือ บุคคลข้ามเพศ และเพศหลากหลาย ที่มีสัญชาติไทย ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ และผ่านการประเมินสุขภาพองค์รวมจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว
สำหรับกรณีผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถแสดงความยินยอมได้ด้วยตนเอง และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้บริการทางสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบางกรณีมีความซับซ้อนเกินขีดความสามารถของตนเอง สามารถส่งต่อผู้รับบริการไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีความชำนาญกว่าได้
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า บริการนี้ไม่ใช่การแจกยา ไม่ใช่บริการเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่การเปิดให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงยาได้โดยไม่มีระบบกำกับ แต่เป็นบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีความจำเป็น โดยในขณะนี้ Protocol ที่เบิกจ่ายได้ครอบคลุมผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และจากการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่าย ไม่พบผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เบิกจ่ายเข้ามา ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ไม่เข้าเกณฑ์ปฏิบัติอยู่แล้ว
นางสาวพลอยทะเล กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้สิทธิบัตรทอง กลุ่มคนข้ามเพศสามารถเข้ารับบริการฮอร์โมนข้ามเพศได้ทั้งแบบยาเม็ดและยาฉีด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ภาวะสุขภาพเดิม และผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่การจ่ายยาเท่านั้น แต่เป็นการดูแลแบบครบวงจร
ทั้งนี้ การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ตามปกติของ สปสช. ไม่ใช่การกำหนดสิทธิประโยชน์โดยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอน


