xs
xsm
sm
md
lg

"สุริยะ" สั่งด่วนรับมือเอลนีโญ เร่งเติมน้ำเขื่อน-ช่วยพื้นที่เสี่ยงแล้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงกรมชลประทาน เร่งวางแผนรับมือสถานการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 โดยกำหนด 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ "กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง" เพื่อบริหารจัดการน้ำ ปฏิบัติการฝนหลวง ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย และเตรียมระบบเตือนภัยและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการเกษตรและประชาชน

กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว และมีโอกาสร้อยละ 63 ที่จะพัฒนาเป็นเอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ส่งผลให้ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติและเสี่ยงเกิดฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติ และฤดูหนาวปลายปีนี้อาจหนาวน้อยกว่าปกติ

นายสุริยะ กล่าวว่า ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำหากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง หลังได้รับรายงานจากหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และบางพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา ที่เผชิญภาวะฝนขาดช่วงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการเตรียมเพาะปลูกของเกษตรกร

ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และบางส่วนของภาคตะวันออก มีแนวโน้มได้รับปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ โดยจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนนี้ ก่อนที่ฝนจะกลับเข้าสู่ระบบในช่วงวันที่ 26 มิถุนายน แต่จากการ​คาดการณ์​ของ​กรม​อุตุนิยม​วิทยา​ ภาพรวมปริมาณฝนทั้งประเทศ​ปี​ 2569​ ยังมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติประมาณ​ร้อยละ​ 10 จึงต้องเร่งบริหารจัดการน้ำและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ล่วงหน้า​ โดย​เฉพาะ​อย่าง​ยิ่งรองรับ​การ​ใช้​น้ำในฤดู​แล้ง​ซึ่ง​จะเริ่มปลาย​ปีนี้ต่อเนื่อง​ถึง​ต้นปี​หน้า​ ตลอดจนต้องสำรองน้ำให้เพียงพอ​ถึง​ต้นฤดู​ฝนปี​ 2570

กรมฝนหลวงฯ จึงปรับแผนปฏิบัติการโดยเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก และจังหวัดสระแก้ว เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก รวมทั้งเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพร้อมขึ้นบินปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขการทำฝนหลวง

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศเป็นรายวัน เพื่อประเมินพื้นที่เป้าหมายและกำหนดแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีซึ่งอยู่ในช่วงไถเตรียมแปลง ขณะที่ข้าวโพดอยู่ระหว่างเริ่มหยอดเมล็ด และมันสำปะหลังอยู่ในระยะพัฒนาทรงพุ่มถึงสะสมอาหาร

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกรมฯ มีความพร้อมของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ และมีอากาศยานพร้อมปฏิบัติการ 24 ลำ พร้อมประสานความร่วมมือกับกองทัพอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจทำฝนหลวง รวมทั้งร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) นำข้อมูลดาวเทียมมาใช้วิเคราะห์สภาพอากาศและวางแผนปฏิบัติการให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ กรมฝนหลวงฯ เตรียมนำนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝนหลวงจากภาคพื้นดิน หรือ Ground Based Generator (GBG) รวมถึงเทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่ต่ำ มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ที่อากาศยานเข้าถึงได้ยาก เช่น พื้นที่ชายแดน ป่าต้นน้ำ พื้นที่ภูเขาสูง และเขตเงาฝน เพื่อเพิ่มโอกาสการเกิดฝน ลดต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน และยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

นายวิทยา กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเดินหน้าเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำสำคัญทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเขื่อนหลักและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมมุ่งช่วยเหลือพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วง และพร้อมขึ้นบินปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย เพื่อรักษาระดับน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากเอลนีโญต่อเนื่องถึงปี 2570