สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น. ว่า ปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ 181 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสกลนคร 140 มิลลิเมตร ภาคกลาง จังหวัดสระบุรี 64 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จังหวัดตราด 105 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จังหวัดราชบุรี 117 มิลลิเมตร และภาคใต้ จังหวัดพังงา 169 มิลลิเมตร สะท้อนให้เห็นว่า หลายพื้นที่ยังคงเผชิญฝนตกหนักในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง
สำหรับสภาพอากาศในวันนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักบางแห่ง
ขณะที่ช่วงวันที่ 12-15 มิถุนายน 2569 คาดว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรง ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาและภาคเหนือตอนบน ส่งผลให้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในบางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง โดยอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
ส่วนการคาดการณ์ฝนสะสม 3 วันล่วงหน้า ช่วงวันที่ 10-12 มิถุนายน 2569 พบพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตร ในหลายอำเภอของจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด โดยเฉพาะอำเภอบ้านค่าย วังจันทร์ ปลวกแดง และอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง อำเภอมะขามและเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี รวมถึงอำเภอเมืองตราดและอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จึงต้องเฝ้าระวังภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มในพื้นที่เสี่ยง
ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 45,078 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 56 ของความจุเก็บกักทั้งหมด ขณะที่มีน้ำใช้การได้ 20,969 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 37
ส่วนสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อ่างเก็บน้ำบางพระมีปริมาณน้ำ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 39 อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 81 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 50 และอ่างเก็บน้ำประแสร์ 155 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 52 ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ตามแผน
สทนช. ขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่เชิงเขา และพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก พร้อมติดตามประกาศแจ้งเตือนของหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกที่ยังมีความเสี่ยงจากฝนตกต่อเนื่องในระยะนี้


