เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ตลาด อ.ต.ก. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เบอร์ 14 ลงพื้นที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อหาเสียง บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าภายในตลาดต่างทักทายพร้อมขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง
นางมัลลิกา กล่าวว่า อ.ต.ก. ถูกเรียกว่าตลาดไฮโซ ของทุกร้านอร่อยหมด ซึ่งตนก็ซื้อของที่นี่มาเป็นสิบๆ ปี มีอาหารที่สะอาดและเป็นตัวอย่างหนึ่ง อีกอย่างที่นี่แฟนคลับเยอะมาก ทุกคนจะให้กำลังใจ จึงกลายเป็นพันธมิตรกัน อ.ต.ก. ยังเป็นตลาดที่มี SMEs จำนวนมาก ทุกคนได้สะท้อนปัญหาว่าเศรษฐกิจไม่ถูกกระตุ้น แม้รัฐบาลจะทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มีความไม่ต่อเนื่อง เราจึงมีการแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งประชาชนในพื้นที่สนใจในนโยบายเรื่อง "จับคู่กู้เงิน" ซึ่งนโยบายนี้ในช่วงปี 2562 ตนเคยช่วยโปรโมตตอนเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในช่วงนั้น ซึ่งขณะนั้น 4 ปีประสบความสำเร็จแต่ไม่มีใครนำมาต่อยอด ดังนั้นตนจึงคิดว่าจำเป็นจะต้องรื้อฟื้นโครงการนี้ เพื่อคนกรุงเทพฯ จะได้เข้าถึงโครงการ โดยเฉพาะ SMEs ในกรุงเทพฯ
โดยกรุงเทพฯ จะเป็นเจ้าภาพเอง และจะทำทันทีภายใน 3 เดือน มีขั้นตอนการทำงาน คือ ในช่วง 1 เดือนแรก จะมีการพูดคุยกับธนาคารที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการใน อ.ต.ก. สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงตลาดอื่นๆ ที่เป็น SMEs
ในเดือนที่ 2 จะเป็นการพูดคุยกับรัฐบาล และหลังจากนั้นผู้ประกอบการทุกรายจะเข้าถึงแหล่งทุนนี้ได้ แต่อันดับแรกจะเป็น SMEs ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหากประสบความสำเร็จจึงขยายไปในพื้นที่อื่น แต่จะต้องเชื่อมโยงการค้าขายในพื้นที่ กทม.
พร้อมกันนี้ ยังชูนโยบายการขยายสินค้าเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มชื่อดังมีการเก็บค่าส่วนต่างในราคาที่สูง รัฐบาลอาจตามไม่ทัน และไม่มีใครมาดำเนินการเรื่องนี้ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายรายกำลังจะล้ม เนื่องจากแพลตฟอร์มชื่อดังเก็บค่าส่วนต่างถึง 25% ต่อออเดอร์ และรายได้นั้นไม่ได้อยู่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ การค้าขายในแพลตฟอร์มยังต้องเสียภาษีอีกช่องทางหนึ่ง และจ่ายภาษีประจำปีอีก แล้วเสียค่าขนส่งให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ ทำให้เงินไม่เข้าประเทศไทยหรือแทบจะเป็นศูนย์เหรียญแล้ว
"หากผู้ว่าฯ กทม.ชื่อ ดร.มัลลิกา จะจัดทำแพลตฟอร์มของเราเอง โดยมี กทม. เป็นเจ้าภาพ โครงการนี้จะผุดขึ้นมาภายใน 3 เดือน ภายใต้ชื่อว่าแพลตฟอร์ม "Hub Application E-commerce" ซึ่งจะมีการประกวดการตั้งชื่อภายหลัง เมื่อมีแพลตฟอร์มชื่อ TikTok ไทยอาจมีแพลตฟอร์ม ชื่อ กะต๊ากดอทคอม หรือ ตุ๊ก ๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการประกวดตั้งชื่อ เมื่อสร้างแพลตฟอร์ม แล้วไม่ต้องเสียค่าส่วนต่าง 25% ให้กับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ซึ่งเป็นของต่างประเทศ เรื่องนี้ กทม. ต้องเป็นเจ้าภาพ เพราะเอกชนทำแล้วสายป่านไม่ถึง เนื่องจากใช้งบประมาณสูง และเมื่อ กทม. เป็นเจ้าภาพแล้ว ก็จะเป็นการหารายได้ โดยค่าแพลตฟอร์มต้องให้ทาง กทม. โดยอาจมีเงื่อนไขว่า 3 ปีแรกใช้ฟรี ซึ่งจะทำให้ กทม. มีรายได้และนำเงินมาพัฒนาพื้นที่ต่อไป
นางมัลลิกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองนโยบายนี้ต้องดำเนินการควบคู่กันไป ดังนั้นจึงขอโอกาสคนคิดนอกกรอบเข้าไปทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งหากได้เข้าไปโครงการดังกล่าวจะเห็นหน้าเห็นหลังภายใน 3 เดือน เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งจากการลงพื้นที่ในทุกตลาดก็ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมย้ำว่า 2 นโยบายดังกล่าวจะสามารถทำได้ทันทีและวัดผลได้ภายใน 3 เดือน


