xs
xsm
sm
md
lg

"เอ็ดดี้"วิเคราะห์ระบอบสีน้ำเงินเป็นแค่คำโจมตี ภท. หรือรีแบรนด์วาทกรรม Deep State

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นแค่คำโจมตีภูมิใจไทย หรือเป็นการรีแบรนด์วาทกรรม Deep State / รัฐพันลึก ให้เข้ากับสนามการเมืองปัจจุบัน?

[ยาวมาก แต่ถ้าคุณอยากหาคำตอบว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภูมิไทย แต่ไปไกลกว่านั้น ขนาดไหน ห้ามพลาด]

1. “ระบอบสีน้ำเงิน” ใช้ไวยากรณ์เดียวกับ Deep State

Deep State (รัฐซ้อนรัฐ) คือ โครงสร้างอำนาจมืดที่ซ่อนอยู่ขนานกับรัฐบาลปกติ มีอิทธิพลลึกซึ้งในการควบคุมประเทศ โดยที่รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือควบคุมได้

นี่ใกล้มากกับถ้อยคำของเท้งที่ว่า มี “อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง” คอย “ทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชน”

พูดง่าย ๆ คือ

รัฐปกติ = รัฐบาลจากการเลือกตั้ง
รัฐซ้อนรัฐ = อำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง
ผลลัพธ์ = รัฐบาลจากประชาชนถูกจำกัด/ถูกทำลายโดยอำนาจนอกระบบเลือกตั้ง

ดังนั้น “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ใช่แค่ชื่อสีทางการเมือง แต่ทำหน้าที่เหมือนคำแปลใหม่ของ “รัฐพันลึก” ในสนามเลือกตั้งปัจจุบัน

2. จาก “Network Monarchy” ถึง “Deep State” ถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”

เริ่มจาก Fred Riggs เรื่อง “รัฐราชการ” ต่อด้วย Duncan McCargo เรื่อง “Network Monarchy” หรือ “ระบอบเครือข่ายกษัตริย์” แล้วไปถึง Eugénie Mérieau เรื่อง Deep State ของไทย

• Fred Riggs (เฟรด ริกส์) คือผู้ที่เขียนหนังสือคลาสสิก Thailand: The Modernization of a Bureaucratic Polity (1966) เพื่ออธิบายการเมืองไทยยุคหลัง 2475 ถึงช่วงทศวรรษ 1960 ทฤษฎี "รัฐราชการ" (Bureaucratic Polity) ของเขา ถูกพรรคส้มนำมาใช้เป็น "โจทย์ใหญ่" ในการทำงานการเมือง นโยบายหลักของพรรคส้ม

• Duncan McCargo (ดันแคน แมคคาร์โก)

เป็นนักวิชาการที่หมกมุ่นกับการศึกษาปรากฏการณ์พรรคส้มอย่างจริงจัง จนถึงขั้นเขียนหนังสือชื่อว่า "Future Forward: The Rise and Fall of a Thai Political Party" (2020) ซึ่งเป็นหนังสือวิชาการที่วิเคราะห์การกำเนิดและการล่มสลายของพรรคอนาคตใหม่ โดยมีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และแกนนำพรรคอย่างใกล้ชิด

เขาเขียนบทความวิชาการ Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand (2005) ซึ่งส่งอิทธิพลต่อการทำความเข้าใจเรื่องอำนาจที่แท้จริงของไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวสถาบันราชการโดดๆ แต่ทำงานในลักษณะ "เครือข่าย" (Network) ที่เชื่อมโยงกันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ ข้าราชการระดับสูง และเทคโนแครต โดยมีผู้นำที่บารมีเป็นศูนย์กลางในการประสานประโยชน์และกำหนดทิศทางประเทศอยู่หลังม่าน

• Eugénie Mérieau (อุเชนี เมริโอ)

เป็นภรรยาของ ปิยบุตร แสงกนกกุล และเป็นผู้ที่นำคำว่า Deep State (รัฐซ้อนรัฐ/รัฐพันลึก) มาอธิบายโครงสร้างอำนาจไทยในยุคหลังปี 2549 โดยเธอชี้ว่า นอกจากกองทัพแล้ว "องค์กรอิสระและระบบตุลาการ (ศาล)" ได้กลายมาเป็นกลไกสำคัญทางกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อควบคุม แช่แข็ง หรือคว่ำรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้โครงสร้างอำนาจเดิมสามารถรักษาฐานที่มั่นไว้ได้แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

เมื่อนำคำอธิบายว่า Network Monarchy มีองค์ประกอบ เช่น สถาบันกษัตริย์ คณะองคมนตรี กองทัพ ระบบราชการ ตุลาการ กลุ่มธุรกิจ และชนชั้นนำ ส่วนหน้า 7 อธิบาย Deep State ไทยว่าเป็น “ระบบอำนาจ” ที่ประกอบด้วยกองทัพ ตุลาการ ระบบราชการ องคมนตรี เครือข่ายธุรกิจ และกลุ่มอนุรักษนิยม

พอเอามาเทียบกับคำพูดของเท้งที่ว่า “ระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าภูมิใจไทย” และ “ภูมิใจไทยอาจเป็นเอเจนต์” จะเห็นว่ามันเข้ารูปเดิมพอดี

ภูมิใจไทย = ตัวแสดงหน้าเวที
สว. / องค์กรอิสระ / ศาล / ยุทธศาสตร์ชาติ = กลไกทางรัฐธรรมนูญ
อำนาจที่ใหญ่กว่า = โครงข่ายอำนาจที่อยู่หลังหรือเหนือการเลือกตั้ง

นี่คือแม่แบบ Deep State ชัดมาก คือการบอกว่า พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ศูนย์กลางจริง แต่เป็นเพียง “ตัวแทน” ของระบอบที่ลึกกว่า

3. คำว่า “สีน้ำเงิน” ทำให้ Deep State กลายเป็นวาทกรรมที่จับต้องได้

คำว่า Deep State หรือรัฐพันลึกเป็นคำวิชาการ หนัก ซับซ้อน และถ้าใช้ตรง ๆ ก็อาจลากไปถึงสถาบันฯ ชัดเกินไป

แต่คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ฉลาดกว่าในเชิงวาทกรรม เพราะมันทำได้พร้อมกันหลายอย่าง:

หนึ่ง ผูกกับภูมิใจไทยได้ทันที เพราะภูมิใจไทยใช้สีน้ำเงินเป็นอัตลักษณ์ทางการเมือง
สอง ผูกกับ “สว.สีน้ำเงิน” และข้อกล่าวหาเรื่องเครือข่าย สว. ได้
สาม ผูกกับรัฐธรรมนูญ 2560 องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้
สี่ เปิดช่องให้คนฟังบางส่วนโยงต่อไปถึงโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่กว่านั้นเอง
ห้า ให้ผู้พูดปฏิเสธได้ว่า “ไม่ได้หมายถึงสถาบันฯ โดยตรง”

นี่คือความเก่งของคำนี้ มันไม่พูดตรง แต่สร้างเงาให้คนเติมเอง

4. คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” คือ เรื่องเล่าสำหรับคนรุ่นใหม่

ฝ่ายตรงข้ามอาจสร้างวาทกรรมว่า ภูมิใจไทยชนะเพราะระบบอุปถัมภ์ Deep State ไม่ใช่เพราะประชาชนเลือก และใช้คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนมาเล่าว่า “ประชาชนจริง ๆ เลือกส้ม แต่ระบบถูกออกแบบมาให้ Deep State ชนะ”

นี่แทบจะเป็นโครงเดียวกับวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” เลย

คือไม่ได้โจมตีว่า “แพ้เลือกตั้ง” แบบธรรมดา
แต่ตีความว่า “ประชาชนเลือกเรา แต่ระบบทำให้ฝ่ายระบอบชนะ”

นี่คือสูตรสำเร็จของเรื่องเล่าสีส้ม

ถ้าฝ่ายส้มชนะ = ประชาชนตื่นรู้
ถ้าฝ่ายอื่นชนะ = ระบบอุปถัมภ์ / Deep State / ระบอบสีน้ำเงิน
ถ้าองค์กรอิสระตรวจสอบ = อำนาจไม่ยึดโยงประชาชน
ถ้าศาลวินิจฉัยไม่ถูกใจ = กลไกของระบอบ
ถ้ารัฐบาลฝ่ายตรงข้ามบริหาร = เอเจนต์ของอำนาจลึก

ดังนั้น “ระบอบสีน้ำเงิน” คือการทำให้ทุกผลลัพธ์ที่ไม่เป็นคุณต่อฝ่ายตน ถูกอธิบายด้วยคำเดียว

5. กลไก 4 ชั้น คือ Academic Layer, Media Layer, Social Layer และ Political Layer

ชั้นแรก นักวิชาการผลิตกรอบ Deep State/รัฐพันลึก เพื่อสร้างฐานความน่าเชื่อถือ

ชั้นสอง สื่อออนไลน์ Podcast YouTube และสื่อต่างประเทศนำไปขยาย

ชั้นสามบัญชีโซเชียลขนาดกลางนำไปเล่าใหม่ด้วยอารมณ์โกรธ กลัว และรู้สึกว่าถูกหลอก

ชั้นสี่ นักการเมืองพรรคประชาชนนำ Narrative ไปใช้ในสภา แถลงข่าว และแคมเปญ ทำให้กลายเป็น Official Narrative

นี่คือจุดที่โยงกับเท้งได้โดยตรง

เมื่อเท้งพูดคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาไม่ได้พูดแบบนักวิชาการแล้ว แต่กำลังทำให้กรอบคิดนี้เข้าสู่ Political Layer คือทำให้วาทกรรมกลายเป็นเรื่องทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

จาก “Deep State” ในบทความวิชาการ
กลายเป็น “รัฐพันลึก” ในสื่อและโซเชียล
แล้วกลายเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ในปากหัวหน้าพรรค

นี่คือวิวัฒนาการของวาทกรรม

6. จุดสำคัญที่สุด: คำว่า “ใหญ่กว่าภูมิใจไทย” คือประตูเปิดไปสู่ Deep State

ถ้าเท้งหมายถึงภูมิใจไทยอย่างเดียว เขาก็พูดว่า “ภูมิใจไทย”

แต่เขาไม่พูดแบบนั้น

เขาพูดว่า “ภูมิใจไทยอาจเป็นด่านหน้า เป็นเอเจนต์” และ “ระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าภูมิใจไทย”

คำว่า “เอเจนต์” แปลว่า ตัวแทน
เมื่อมีตัวแทน ก็ต้องมีตัวการ
เมื่อมีด่านหน้า ก็ต้องมีแนวหลัง
เมื่อมีพรรคที่เป็นตัวแสดง ก็ต้องมีระบอบที่ใหญ่กว่าพรรค

นี่แหละคือภาษาของ Deep State

เพราะ Deep State ไม่เคยเสนอว่าพรรคการเมืองคือศูนย์กลาง แต่เสนอว่าพรรคการเมืองบางพรรค ข้าราชการบางกลุ่ม ศาล องค์กรอิสระ กองทัพ หรือกลุ่มทุน เป็น “node” หรือจุดเชื่อมของเครือข่ายอำนาจที่ใหญ่กว่า

ดังนั้นคำว่า “ระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าภูมิใจไทย” จึงไม่ใช่ประโยคธรรมดา แต่มันคือการบอกว่า ภูมิใจไทยเป็นเพียงผิวหน้า ส่วนของจริงคือโครงสร้างลึกที่อยู่ข้างหลัง

7. แล้วแตะสถาบันฯ หรือไม่?

ถ้าถามว่า ในคำสัมภาษณ์นี้ เท้งพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรงหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ได้พูดตรง

แต่ถ้าถามว่า วาทกรรมนี้มีรากทางความคิดที่พาดไปถึงกรอบ Network Monarchy / Deep State ซึ่งมีสถาบันฯ เป็นองค์ประกอบในคำอธิบายดั้งเดิมหรือไม่
คำตอบคือ มี

เพราะ…

แนวคิด Network Monarchy วางสถาบันกษัตริย์เป็นจุดศูนย์กลางของเครือข่าย และอธิบายองค์ประกอบอย่างองคมนตรี กองทัพ ระบบราชการ ตุลาการ และกลุ่มธุรกิจ

ส่วนแนวคิด Deep State ของเมรีโอก็วางองค์ประกอบอย่างกองทัพ ตุลาการ ระบบราชการ องคมนตรี เครือข่ายธุรกิจ และกลุ่มอนุรักษนิยมไว้ในระบบเดียวกัน

ดังนั้น “ระบอบสีน้ำเงิน” อาจไม่ได้เอ่ยชื่อสถาบันฯ แต่ถ้ามันเป็นคำใหม่ของ Deep State มันก็แบกเงาทางความคิดเดิมติดมาด้วย

เท้งไม่ได้กล่าวหาสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง แต่เขาใช้กรอบวาทกรรมที่มีรากมาจากทฤษฎีรัฐพันลึก ซึ่งในประวัติความคิดเดิมพาดผ่าน Network Monarchy, องคมนตรี, กองทัพ, ตุลาการ, ระบบราชการ และกลุ่มชนชั้นนำ

8. สรุป

“ระบอบสีน้ำเงิน” คือการทำให้ Deep State พูดง่ายขึ้น ขายง่ายขึ้น และใช้ในสนามการเมืองปัจจุบันได้ง่ายขึ้น

Deep State ฟังเป็นวิชาการ
รัฐพันลึกฟังเป็นทฤษฎีสมคบคิด
Network Monarchy แตะสถาบันฯ ชัดเกินไป
แต่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ฟังเหมือนโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก่อน

แต่เมื่อเปิดเนื้อในจริง ๆ มันยังใช้แกนเดิม:

จาก Deep State สู่ Network Monarchy จนมาถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกันของการอธิบาย “โครงสร้างที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง”

อำนาจที่ไม่มาจากเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรอิสระ
สว.
กองทัพ
ระบบราชการ
กลุ่มทุน
องคมนตรี
และสถาบันพระมหากษัตริย์

นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” อาจเป็นชื่อใหม่ของ “รัฐพันลึก” ที่ถูกปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแก่นคิด
มันเปลี่ยนแค่บรรจุภัณฑ์ทางการเมือง

จาก “รัฐพันลึก” ที่ดูเป็นทฤษฎี
มาเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ใช้โจมตีคู่แข่งทางการเมืองได้ทันที

และจุดอันตรายคือ เมื่อคำนี้ถูกใช้สำเร็จ ทุกสถาบันที่ไม่ได้อยู่ใต้พรรคการเมือง หรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็จะถูกลากเข้าไปอยู่ในภาพเดียวกันว่าเป็น “อำนาจที่ทำลายประชาชน” ทั้งหมด