xs
xsm
sm
md
lg

กกต.ลุยปราบโกงเลือกตั้ง โพยซื้อเสียงต้องสาวให้ถึงต้นตอ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง บรรยายในหัวข้อ "สืบสวนสอบสวนและไต่สวนในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา" โดยระบุว่า การเลือกตั้งเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานครครั้งนี้ถือเป็นช่วงเกือบท้ายของฤดูกาลเลือกตั้งใหญ่ หลังที่ผ่านมา กกต. ต้องทำงานหนักและเจอเหตุการณ์พิเศษหลายกรณี

ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนของ กกต. ไม่เหมือนกับตำรวจ เพราะมีขั้นตอนหลายชั้นและต้องผ่านการกลั่นกรองตามระเบียบ โดยคำร้องแบ่งเป็น 2 กรณี คือ คำร้องคัดค้านจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพ และเป็นเหตุแห่งคำร้องตามระเบียบ และอีกกรณีคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด พนักงานสืบสวนสอบสวน หรือข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ

เมื่อพนักงานสืบสวนสอบสวนรับเรื่อง จะทำการตรวจสอบว่าคำร้องเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายหรือมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ก่อนเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดว่าจะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง หากรับคำร้อง จะมีคณะกรรมการไต่สวน 3 คน ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเสนอความเห็นว่าจะลงโทษหรือยกคำร้อง และหาก กกต. มีมติลงโทษผู้กระทำผิด จะต้องส่งสำนวนให้ศาลพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง โดยความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งมีทั้งโทษจำคุก ปรับ หรือเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตามแต่กรณี

ทั้งนี้ กกต. พยายามประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ว่าการรับซื้อเสียงเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษถึงจำคุก พร้อมย้ำว่าการปราบซื้อเสียงต้องขยายผลให้ถึงต้นตอ โพยซื้อเสียง ต้องขยายผลเหมือนเรื่องยาเสพติด พร้อมยกตัวอย่าง ว่า หากพบข้าวสารที่มีการเขียนชื่อพรรคการเมือง หรือพบบัตรประชาชนของบุคคลอื่นเกิน 10 ใบ ก็ถือเป็นข้อพิรุธที่ต้องตรวจสอบว่าพกมาเพื่อเหตุใด

ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวด้วยว่า กกต. ทำงานร่วมกับตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของบุคคลเป้าหมาย และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ เพราะหากเปิดเผย ผู้กระทำผิดอาจรู้ตัวและปรับตัวได้ก่อน หากจะจัดการเรื่องซื้อเสียงให้ได้ผล บางกรณีอาจต้องมีการเข้าตรวจค้นบ้าน เหมือนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ลงพื้นที่จับกุมการซื้อเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ แม้บ้านหลังนั้นอาจไม่ใช่บ้านของผู้แจกเงินโดยตรง แต่หากใช้สถานที่ในการกระทำผิด เจ้าของบ้านก็อาจมีความผิดได้เช่นกัน