xs
xsm
sm
md
lg

แพทย์เผยผลวิเคราะห์ข้อมูล 30 ปี เส้นเลือดสมองอุดตันจากฉีดฟิลเลอร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง และเครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อคนไทย โพสต์เฟซบุ๊กแชร์ข้อมูลของ ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ เรื่อง”เส้นเลือดสมองอุดตันจากการฉีดสารเติมเต็มที่หน้า วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี” ระบุว่า " เส้นเลือดสมองอุดตันจากการฉีดสารเติมเต็มที่หน้า วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี “

วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี (1993–2024)
จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 55 ราย มีประเด็นสำคัญดังนี้

- กลุ่มประชากร ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง (89%) อายุเฉลี่ย 32 ปี (18–61 ปี) และที่น่าสนใจคือ 89% ไม่มีโรคประจำตัวหรือปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด (cardiovascular risk factors) มาก่อน

- สารเติมเต็มที่ก่อปัญหา พบว่า autologous fat (60%) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด stroke มากที่สุด
รองลงมาคือ hyaluronic acid (HA) (31%), poly-D,L-lactic acid (PDLLA) (5%)

- บริเวณที่ฉีดซึ่งเสี่ยงสูงสุดคือ glabella (32%) และ temples (23%) ตามมาด้วย forehead (17%) และ nose& nose bridge (17%)

กลไกหลักเกิดจาก intra-arterial injection โดยสารเติมเต็มถูกฉีดเข้าสู่แขนงของ extracranial arteries เช่น supratrochlear, supraorbital หรือ superficial temporal arteries จากนั้นสารเติมเต็มจะไหลย้อนกลับ (retrograde flow) เข้าสู่ ophthalmic artery และเข้าสู่ internal carotid artery system ส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดในสมองส่วนหน้า (anterior circulation)

Clinical Presentations :

- อาการทางตา พบได้ 53% ของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่มีอาการตามัวข้างเดียว (monocular blurring) หรือตาบอดเฉียบพลัน และมักมีอาการปวดตาร่วมด้วย

- อาการทางระบบประสาท พบ hemiparesis, hemiplegia 55%

- ความรู้สึกตัวลดลง หรือ confusion (47%)

- Aphasia และเวียนศีรษะ

มีผู้ป่วย 10% ที่ตรวจพบรอยโรค stroke จากการทำ MRI หรือ CT โดยที่ไม่มีอาการทางระบบประสาทที่ชัดเจน แต่มาด้วยอาการทางตาเพียงอย่างเดียว

ลักษณะทางรังสีวิทยาส่วนใหญ่เป็น unilateral infarct (83%) และมักเป็นรอยโรคขนาดใหญ่ (large infarcts) 67%

ในกลุ่มที่ใช้ autologous fat มักพบรอยโรคขนาดใหญ่กว่ากลุ่มที่ใช้ HA อย่างมีนัยสำคัญ (93% vs 24%, P<0.0001) เนื่องจากขนาดอนุภาคไขมันประมาณ 400–1000 µm มีขนาดใหญ่กว่าอนุภาค HA (30–70 µm) จึงอุดตันหลอดเลือดสมองที่มีขนาดใหญ่กว่าได้

Management and outcomes :

ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานการรักษาที่ชัดเจนสำหรับ filler-induced stroke วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือการให้ corticosteroids (29%) และ antiplatelet agents (27%) ส่วนการฉีด hyaluronidase พบ 7% และ hyperbaric oxygen 5%

ผลลัพธ์ระยะยาว มีเพียง 40% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่กลับมามีการทำงานของร่างกายในเกณฑ์ดี (good functional recovery) โดยกลุ่ม autologous fat มีพยากรณ์โรคที่แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอัตราการเดินไม่ได้ (non-ambulatory outcomes) สูงถึง 73% เมื่อเทียบกับกลุ่ม HA

คำแนะนำในทางปฏิบัติ

⁃ เนื่องจากการเกิด stroke มักเกิดขึ้นทันทีหรือภายในเวลาอันสั้น แพทย์ควรเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยอย่างน้อย 60 นาทีหลังฉีด โดยเฉพาะในบริเวณ high-risk zones เช่น glabella, temple

⁃ หากผู้ป่วยมีการมองเห็นผิดปกติหลังฉีด ต้องส่งตรวจ brain MRI หรือ CT ทันทีแม้จะไม่มีอาการทางระบบประสาท (neurological deficits) เนื่องจากอาจเป็น asymptomatic stroke ที่ต้องการการประเมินเพื่อป้องกันการ progress ของโรค

⁃ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ autologous fat เนื่องด้วยขนาดอนุภาคและ insolubility ทำให้หากพลาดเข้าหลอดเลือดจะมีความรุนแรงและพยากรณ์โรคแย่กว่า HA

ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ