xs
xsm
sm
md
lg

นักวิชาการวิเคราะห์"ทรัมป์"เยือนจีนกับผลสะเทือนต่อ“อิหร่าน- ฮอร์มุซ -พลังงาน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การเยือนจีนของทรัมป์ กับผลสะเทือนต่อ“อิหร่าน ฮอร์มุซ และพลังงาน”

การเยือนจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการพบกันที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับสามแรงกดดันใหญ่ คือ ความเปราะบางของดีลการค้า ความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน และสงครามอิหร่านที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนด้านพลังงานโลกด้วย

ABC และ Al Jazeera ซึ่งอ้าง White House readout ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง เห็นพ้องว่าช่องแคบฮอร์มุซ ต้องเปิดไว้เพื่อการไหลเวียนของพลังงาน และสีจิ้นผิงยังย้ำการคัดค้านการทำให้ช่องแคบเป็นพื้นที่ทางทหาร รวมถึงคัดค้านการเก็บค่าผ่านทาง ข้อความจากสื่อที่อ้างทำเนียบขาวยังระบุด้วยว่าทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าอิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และสีจิ้นผิง สนใจซื้อ oil จากสหรัฐมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบนี้ในอนาคต. อย่างไรก็ตาม ใน readout ทางการของจีน ประเด็นนี้ถูกสรุปสั้นกว่า คือบอกเพียงว่าทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ ต่อโลกพลังงานมีน้ำหนักมหาศาล EIA ระบุว่าในปี 2024 น้ำมันที่ผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของการบริโภค petroleum liquids ของโลก และราว 20% ของการค้า LNG โลก ก็ผ่านช่องแคบนี้เช่นกัน

IEA ย้ำเพิ่มเติมว่า แม้น้ำมันจำนวนมากที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะมุ่งไปเอเชีย แต่ผลกระทบจากการหยุดชะงักจะเป็นระดับโลกเพราะสะท้อนเข้าราคาพลังงานทันที

สำหรับจีน Reuters รายงานว่าการปิด/ติดขัดของช่องแคบฮอร์มุซกระทบจีนชัด เพราะตะวันออกกลางเป็นแหล่งน้ำมันดิบราว ครึ่งหนึ่ง ของจีน และข้อมูลเดือนเมษายน 2026 สะท้อนว่าการนำเข้าพลังงานของจีนลดลงอย่างมากจากแรงกระแทกของสงครามและคอขวดด้านขนส่ง. ขณะเดียวกัน ฝั่งสหรัฐก็หวังให้จีนใช้อิทธิพลของตนกับเตหะรานเพื่อช่วยคลี่คลายวิกฤต

แต่ Reuters และ ABC ต่างรายงานตรงกันว่า นักวิเคราะห์สงสัยว่าปักกิ่งจะไม่กดดันอิหร่านแรงเกินไป เพราะอิหร่านยังมีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีน และจีนไม่ต้องการถูกมองว่ากำลัง “doing Washington’s bidding.”

ในหกมิติทั้งหมดของการเยือนครั้งนี้ มิติ Hormuz/energy อาจเป็นพื้นที่ที่สองฝ่ายมี ผลประโยชน์ร่วมเชิงปฏิบัติการ ชัดที่สุด แต่ก็มี เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แตกต่างกัน สหรัฐอยากให้ทะเลเปิดเพื่อลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจและสร้างแต้มทางการเมืองจากการทำให้สงครามอิหร่านไม่ลากยาว

จีนอยากให้ทะเลเปิดเพราะตนเองคือผู้รับพลังงานรายใหญ่ของเอเชีย และวิกฤตนี้คุกคามทั้ง supply security และต้นทุนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง. ดังนั้น “พื้นที่ร่วม” นี้จึงเป็นความร่วมมือที่เกิดจากความเปราะบางร่วม ไม่ใช่ความไว้ใจร่วม

นี่ยังอธิบายด้วยว่า ทำไม White House readout จึงเน้นช่องแคบฮอร์มุซมาก แต่ฝั่งจีนเล่าประเด็นนี้สั้นกว่า สำหรับ Washington ประเด็นนี้พิสูจน์ว่าทรัมป์ยังดึงจีนเข้ามารับผิดชอบต่อระเบียบโลกได้. สำหรับปักกิ่ง การเล่าอย่างยืดยาวเกินไปเสี่ยงทำให้ดูเหมือนจีนกำลังช่วยอเมริกาแก้ปัญหาสงครามที่ตนไม่อยากเป็นเจ้าของ

ข้อสรุปที่ยังไม่ควรรีบไปถึงคือ “จีนกำลังจะเป็น mediator เต็มตัว” หรือ “จีนหันหลังให้อิหร่านแล้ว” เพราะหลักฐานที่มีตอนนี้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น สิ่งที่เห็นแน่คือจีนอยากให้ช่องแคบเปิดและอยากลดความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่ Reuters และ ABC ต่างเตือนคล้ายกันว่าความสามารถและความเต็มใจของปักกิ่งในการกดดันเตหะรานนั้นมีขอบเขต

อีกข้อที่ควรระวังคือ อย่าอ่านความเห็นพ้องเรื่อง “Iran can never have a nuclear weapon” เกินกว่าหลักฐาน เพราะบรรทัดนี้ปรากฏเด่นในสื่อที่อ้าง White House readout แต่ไม่ใช่หัวใจของ readout จีน ความต่างนี้สะท้อนว่าแม้จะมี overlap เชิงผลประโยชน์ แต่ทั้งสองฝ่ายยังจัดลำดับความ