นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "เทพไท - คุยการเมือง" ระบุว่า ยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน จุดเริ่มต้นการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน
หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในครั้งนี้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแรก ที่ออกมาแสดงความเห็นว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาล ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 เพราะเหตุผลของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน เพราะสามารถออกเป็น พ.ร.บ.ได้
จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทีต้องการล่ารายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ แต่ลำพังพรรคประชาธิปัตย์ มีเสียงสส.เพียง 21 คน ไม่เพียงพอที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยได้ ซึ่งต้องใช้เสียง1ใน5ของสมาชิกรัฐสภา จำเป็นจะต้องขอรายชื่อจากฝ่ายค้านอื่นๆ เพื่อให้ครบตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ
พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลเช่นเดียวกัน จึงได้มีการประชุมพรรคเพื่อกำหนดท่าทีต่อกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล
จนในที่สุดมติของพรรคประชาชน เห็นชอบให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลว่าขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ และยินดีให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งมติที่ประชุมระบุว่า จะใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับญัตตินี้ คือต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย และในคำร้องนี้พรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่าง หมายความว่า พรรคประชาชนจะเป็นผู้ร่างคำร้อง และเป็นแกนหลักในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และจะควบคุมไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจศาลมากเกินไป พรรคประชาชนต้องการจะเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านในการดำเนินการเรื่องนี้
ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะเป็นผู้จุดประกายการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่เมื่อดูท่าทีของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวตอบรับว่า ไม่ขัดข้อง พร้อมจะลงชื่อในคำร้องพรรคประชาชนเป็นผู้ยกร่างเอง
จึงเห็นได้ว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างน้อย2พรรค คือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกันยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคหนึ่ง คือพรรคกล้าธรรม ยังไม่ได้เห็นท่าทีที่ชัดเจนว่า มีจุดยืนและท่าทีเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร
แต่ถ้าจะให้การทำงานของพรรคฝ่ายค้านเป็นเอกภาพ ประเด็นการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่จะทำงานร่วมกัน เว้นแต่พรรคใดพรรคหนึ่งไม่อยากทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่อยากจะทำหน้าที่ฝ่ายคอย อยากจะรอคอยเวลาเพื่อจะเข้าร่วมรัฐบาล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


