นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี และ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เปิดเผยถึงแนวทางการต่อสู้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการสอบสวนและการฟ้องร้องของอัยการ ว่า จากการตรวจสอบสำนวน กรณีของนายยุรนันท์ และ น.ส.พีชญา ถูกฟ้องในข้อหาเดียวกับจำเลยคนอื่นในคดีดิไอคอนทุกประการ ซึ่งมองว่าอาจไม่เป็นธรรม เนื่องจากข้อเท็จจริงบางส่วนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และมีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้น คือเรื่องการออกหมายจับ
ทนายความยืนยันว่า แม้หมายจับจะออกโดยชอบ แต่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานที่ค่อนข้างสั้นเพียงไม่กี่วัน จึงควรตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลก่อนดำเนินคดี
ขณะเดียวกัน ในข้อหาตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือที่ถูกมองว่าเข้าข่าย “แชร์ลูกโซ่” นายวิฑูรย์ เปิดเผยว่า จากการสืบพยานในศาลล่าสุด พบข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากที่หน่วยงานรัฐเข้าใจ โดยเฉพาะประเด็นการจ่ายผลตอบแทน โดยข้อมูลในศาลชี้ชัดว่า การจ่ายค่าตอบแทนเกิดขึ้นเพียง “ครั้งเดียว” ในลักษณะค่าคอมมิชชั่นสำหรับผู้แนะนำ ไม่ใช่การจ่ายรายเดือนตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจเดิม ที่นำไปสู่การคำนวณผลตอบแทนในอัตราสูงจนถูกตีความว่าเป็นแชร์ลูกโซ่
นอกจากนี้ พยานหลายปากที่เข้าเบิกความต่อศาล ต่างให้การสอดคล้องกันว่า ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนคือผู้แนะนำลูกค้า ไม่ใช่ผู้ซื้อสินค้าโดยตรง และไม่ได้มีการจ่ายต่อเนื่องรายเดือนแต่อย่างใด แม้ข้อเท็จจริงใหม่จะปรากฏในชั้นศาลแล้ว แต่พนักงานอัยการยังคงยื่นฟ้องในข้อหาเดิม โดยไม่มีการสอบปากคำเพิ่มเติม หรือเรียกพยานมาให้ข้อมูลใหม่ ซึ่งมองว่าอาจกระทบต่อความเป็นธรรมในคดี พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ศาลพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องกรณีของ นายยุรนันท์ และ น.ส.พีชญา เพราะทั้งคู่เป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์ โดยมินรับเป็นพรีเซ็นเตอร์เมื่อเดือนมีนาคม 2566 ส่วนแซมเป็นพรีเซ็นเตอร์เมื่อตุลาคม 2566 ซึ่งไม่ได้อยู่ในช่วงที่เริ่มมีการประกอบธุรกิจเมื่อปี 2562 อีกทั้งผู้ที่ซื้อสินค้า หลายคนก็ได้รับสินค้าไปหมดแล้ว ตนเองในฐานะทนายจำเลย จึงมองว่าไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.แชร์ลูกโซ่
ทนายความยืนยันว่า แม้หมายจับจะออกโดยชอบ แต่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานที่ค่อนข้างสั้นเพียงไม่กี่วัน จึงควรตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลก่อนดำเนินคดี
ขณะเดียวกัน ในข้อหาตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือที่ถูกมองว่าเข้าข่าย “แชร์ลูกโซ่” นายวิฑูรย์ เปิดเผยว่า จากการสืบพยานในศาลล่าสุด พบข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากที่หน่วยงานรัฐเข้าใจ โดยเฉพาะประเด็นการจ่ายผลตอบแทน โดยข้อมูลในศาลชี้ชัดว่า การจ่ายค่าตอบแทนเกิดขึ้นเพียง “ครั้งเดียว” ในลักษณะค่าคอมมิชชั่นสำหรับผู้แนะนำ ไม่ใช่การจ่ายรายเดือนตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจเดิม ที่นำไปสู่การคำนวณผลตอบแทนในอัตราสูงจนถูกตีความว่าเป็นแชร์ลูกโซ่
นอกจากนี้ พยานหลายปากที่เข้าเบิกความต่อศาล ต่างให้การสอดคล้องกันว่า ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนคือผู้แนะนำลูกค้า ไม่ใช่ผู้ซื้อสินค้าโดยตรง และไม่ได้มีการจ่ายต่อเนื่องรายเดือนแต่อย่างใด แม้ข้อเท็จจริงใหม่จะปรากฏในชั้นศาลแล้ว แต่พนักงานอัยการยังคงยื่นฟ้องในข้อหาเดิม โดยไม่มีการสอบปากคำเพิ่มเติม หรือเรียกพยานมาให้ข้อมูลใหม่ ซึ่งมองว่าอาจกระทบต่อความเป็นธรรมในคดี พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ศาลพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องกรณีของ นายยุรนันท์ และ น.ส.พีชญา เพราะทั้งคู่เป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์ โดยมินรับเป็นพรีเซ็นเตอร์เมื่อเดือนมีนาคม 2566 ส่วนแซมเป็นพรีเซ็นเตอร์เมื่อตุลาคม 2566 ซึ่งไม่ได้อยู่ในช่วงที่เริ่มมีการประกอบธุรกิจเมื่อปี 2562 อีกทั้งผู้ที่ซื้อสินค้า หลายคนก็ได้รับสินค้าไปหมดแล้ว ตนเองในฐานะทนายจำเลย จึงมองว่าไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.แชร์ลูกโซ่


