นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือ หมอเจด รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า หลายคนน่าจะเห็นข่าวคุณแดนนี่ ศรีภิญโญ เสียชีวิตจากไตวายฉับพลัน ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ และยังมีคนไทยอีกหลายล้านคนกำลังเสี่ยงภาวะนี้อยู่โดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้ก็ทำให้เห็นชัดว่า “ไตวาย” ไม่ใช่โรคไกลตัวเลยครับ และไม่ได้เกิดเฉพาะคนที่ป่วยหนักมาก่อน หลายคนยังใช้ชีวิตปกติ แต่ภายในร่างกายกำลังมีความเสี่ยงสะสมอยู่ โดยเฉพาะไตที่เป็นอวัยวะสำคัญแต่ไม่ค่อยแสดงอาการจนกว่าจะสาย ผมเรียบเรียงให้ครบทุกประเด็นสำคัญ จะได้เข้าใจและเช็กตัวเองได้ทัน
1.ไตวายฉับพลัน — ศัตรูที่มาเร็วโดยไม่เตือน
ไตวายฉับพลันสามารถเกิดจาก “เรื่องเล็ก” แล้วแย่ลงในไม่กี่วัน เช่น กินยาแก้ปวดต่อเนื่อง (กลุ่ม ibuprofen, naproxen) โดยไม่มีการดูแล ขาดน้ำจากท้องเสีย อาเจียน หรืออากาศร้อนจัด ดื่มน้ำน้อย การติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด รวมถึงความดันตกจากอุบัติเหตุหรือเสียเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ จุดสำคัญคือ “ไม่มีสัญญาณชัดก่อน” หลายคนเริ่มจากไม่สบายเล็กน้อยแล้วเข้าสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวได้
ลักษณะเด่นคือ “เกิดเร็วและเห็นอาการชัด” ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน จากเดิมที่ปกติอาจแย่ลงรวดเร็ว อาการมักมาแบบเฉียบพลัน เช่น ปัสสาวะลดลง บวม เหนื่อย หรือซึม จุดสำคัญคือมักมี “ตัวกระตุ้นชัดเจน”
2.ไตวายเรื้อรัง — น่ากลัวเพราะมาเงียบ
ไตวายเรื้อรังใช้เวลาหลายปี ไตจะค่อย ๆ เสื่อมโดยไม่แสดงอาการชัด จนเหลือการทำงานเพียง 15–20% ก็ยังรู้สึกปกติ สาเหตุหลักในคนไทยคือ เบาหวานและความดันที่คุมไม่ดี รองลงมาคือการใช้ยาแก้ปวดสะสม และสมุนไพรหรือยาชุดที่ไม่ปลอดภัย จุดอันตรายคือ “รู้ตัวช้า” ทำให้หลายคนเข้าสู่ระยะต้องฟอกไตโดยไม่ทันตั้งตัว ลักษณะเด่นคือ “ค่อย ๆ เสื่อมแบบไม่รู้ตัว” ใช้เวลาหลายปี โดยช่วงแรกแทบไม่มีอาการ ทำให้หลายคนใช้ชีวิตปกติทั้งที่ไตเสื่อมไปมากแล้ว มักไม่มีจุดเริ่มชัดเจนเหมือนแบบฉับพลัน
3.สาเหตุที่คนไทยเจอบ่อยและมักมองข้าม
หลายเคสไม่ได้มาจากโรคใหญ่ แต่เริ่มจากพฤติกรรมใกล้ตัวที่ทำซ้ำทุกวันโดยไม่รู้ตัว
• กินยาแก้ปวดเองต่อเนื่อง เช่น ibuprofen, naproxen โดยไม่มีแพทย์ดูแล ทำลายไตแบบเงียบ ๆ
• ขาดน้ำรุนแรง จากท้องเสีย อาเจียน หรือดื่มน้ำน้อย โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน ไตทำงานหนักจนล้มเหลวได้
• ติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะไข้สูงที่ปล่อยไว้นาน อาจลุกลามเข้ากระแสเลือดและกระทบไต
• ยาสมุนไพรหรือยาชุดที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งหลายคนกินต่อเนื่องโดยไม่รู้ว่ามีสารที่เป็นพิษต่อไต
• ความดันตกฉับพลัน เช่น หลังอุบัติเหตุ เสียเลือด หรือภาวะช็อก ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ
ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็น “หลายปัจจัยรวมกัน” และจุดที่อันตรายคือ มันไม่ทำให้รู้สึกเจ็บหรือผิดปกติทันที จนกว่าจะเริ่มแสดงอาการครับความต่างที่ต้องรู้ (ฉับพลัน vs เรื้อรัง)
4. อาการแบบนี้ = ฉุกเฉิน อย่ารอ
ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ ต้องคิดถึงไตวายทันที
• ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีเลย
• บวมเร็วที่เท้า ขา หรือหน้า
• หอบ เหนื่อย โดยไม่มีสาเหตุชัด
• ซึม สับสน ไม่รู้สึกตัวดี
อาการพวกนี้เกิดจากของเสียคั่งและไตไม่สามารถขับน้ำออกได้แล้ว อย่ารอดูอาการ ต้องไปโรงพยาบาลทันที เพราะยิ่งช้า โอกาสฟื้นยิ่งน้อย
5.สัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังบอก
อาการพวกนี้ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นผลจากของเสียสะสมในร่างกาย
อ่อนเพลียผิดปกติ — ไตเสื่อมทำให้เลือดจางและของเสียคั่ง ร่างกายไม่มีแรง
บวม — น้ำคั่ง เพราะไตขับน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าและขา
ปัสสาวะผิดปกติ — ฟองเยอะ สีเข้ม มีเลือด หรือปริมาณลดลง
คลื่นไส้ เบื่ออาหาร — ของเสียในเลือดกระทบระบบย่อย
สมองไม่แล่น — ของเสียคั่งส่งผลต่อสมอง ทำให้มึน สับสน
ตะคริว ปวดขา — เกลือแร่เสียสมดุล
คันตามตัว — ของเสียถูกขับออกทางผิวหนังแทนไต
ถ้าใครมีหลายข้อร่วมกัน อย่าคิดว่าเรื่องเล็กนะครับ
6.ค่าไต eGFR บอกอะไร และระยะไหนต้องระวัง
ค่า eGFR ใช้ดูว่าไตทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์
• มากกว่า 90 = ปกติ หรือเริ่มมีความผิดปกติเล็กน้อย
• 60–89 = ไตเริ่มเสื่อม ต้องติดตาม
• 45–59 = เสื่อมปานกลาง
• 30–44 = เสื่อมมากขึ้น (เริ่มน่ากังวล)
• 15–29 = เสื่อมรุนแรง (ใกล้วิกฤต)
• ต่ำกว่า 15 = ไตวายระยะสุดท้าย (ต้องฟอกไตหรือเปลี่ยนไต)
จุดสำคัญคือ “ตั้งแต่ต่ำกว่า 45 ลงไป” จะเริ่มควบคุมยาก และหลายคนไม่รู้ตัวจนถึงจุดนี้ นอกจากนี้ยังมีค่า Creatinine และการตรวจปัสสาวะดูโปรตีนรั่ว ที่ช่วยยืนยันว่าไตกำลังมีปัญหา
ไตวายไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่โรคของคนแก่เท่านั้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่อาการรุนแรง แต่คือ “การไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเสี่ยง” เพราะช่วงที่ยังไม่มีอาการ คือช่วงที่ไตกำลังเสียไปเรื่อย ๆ แบบเงียบ ๆ การตรวจสุขภาพปีละครั้ง โดยเฉพาะค่าไต เป็นเรื่องเล็กที่ช่วยให้รู้ทันก่อนสาย และอาจช่วยไม่ให้ไปถึงวันที่ต้องฟอกไตได้ครับ


