xs
xsm
sm
md
lg

กระแสรถยนต์ EV หนุนยอดจองพุ่ง 1.3 แสนคัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยแพร่บทวิเคราะห์ MOTOR SHOW 2026 หรืองานมหกรรมรถยนต์ปีนี้ สร้างสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.3 แสนคัน โดยมีแรงหนุนหลักจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน สะท้อนบทบาทของค่ายรถยนต์จากจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยครองส่วนแบ่งสูงถึง 65% นำโดยแบรนด์หลัก เช่น BYD, MG และ Changan รวมถึงผู้เล่นใหม่อย่าง OMODA & JAECOO, XPENG และ ZEEKR ที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตื่นตัวของผู้บริโภคต่อรถ EV ซึ่งได้รับแรงเร่งจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

SCB EIC ระบุว่าปัจจัยต้นทุนพลังงานกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ ภายใต้ค่าไฟบ้านแบบTOU และราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 95 ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่าต้นทุนการใช้ EV อยู่ที่เพียง 0.5 บาทต่อกิโลเมตร เทียบกับรถสันดาปที่เพิ่มเป็น 2.2 บาทต่อกิโลเมตร ส่งผลให้ความน่าสนใจของ EV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยเปลี่ยนจากการยึดติดแบรนด์ (Brand loyalty) มาให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่าและเทคโนโลยี" มากขึ้น โดยเฉพาะรถ EV จากจีนที่มีราคาเริ่มต้นเฉลี่ยราว 5.5 แสนบาท ต่ำกว่ารถญี่ปุ่น และมาพร้อมฟังก์ชันที่หลากหลาย ส่งผลให้ผู้ผลิตเดิมบางส่วนที่ยังไม่มีรถพลังงานทางเลือกเผชิญแรงกดดันด้านยอดจอง

นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยมี "Risk buffer" สูงขึ้น โดยนิยมซื้อ EV เป็นรถคันที่ 2 ของครัวเรือน ทำให้เปิดรับแบรนด์ใหม่มากขึ้น แม้ยังมีความไม่แน่นอนด้านบริการหลังการขายและอะไหล่

อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่า ยอดส่งมอบรถจริงหลังจบงานจะอยู่ที่ประมาณ 70% หรือราว 9.1 หมื่นคัน ลดลงจากอดีตที่เฉลี่ย 75–80% เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะรถ EV ที่มักกำหนดเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนสั้น รวมถึงความเสี่ยงจากการยกเลิกจอง

ทั้งนี้ แม้ยอดขายรถยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่อานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากตลาดพึ่งพารถนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยการผลิต EV ในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) เพียงราว 40% เทียบกับรถสันดาปที่สูงถึง 80% และยังมีข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการพึ่งพาชิ้นส่วนสำคัญจากต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ และต้นทุนประกันภัยรถ EV ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในระยะยาว

SCB EIC มองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศควบคู่กัน ทั้งการดึงดูดการลงทุน การเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้การเติบโตของตลาดรถยนต์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว